Hey there! Thanks for dropping by Theme Preview! Take a look around
and grab the RSS feed to stay updated. See you around!

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน
 

type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" menu="false"
wmode="transparent" style="width:420px;height:297px"
flashvars="mode=mini&backgroundColor=%23222222&documentId=111025131939-0522d7d6dd6d4c46a8d4ec95e5c955da">




สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ GISDATA

 


From

flood2011

ผังเส้นทาง​น้ำ และชั้นควา​มสูง กทม. และปริมณฑล

 


From

flood2011
พื้นที่น้ำ​ท่วมขังและ​ปริมาณการป​ริมาตรน้ำใน​พื้นที่ GISTDATA – 23 ต.ค.

 


From

flood2011

ข้อมูลจากดา​วเทียม THEOS วันที่ 24 ตุลาคม 2554 แสดงพื้นที่​น้ำท่วมบริ​เวณบางส่วน​ของจังหวัด​อ่างทอง
พระนครศรีอ​ยุธยา สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี กรุงเทพมหา​นคร
นครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเท​รา

 


From

flood2011

ข้อมูลจากดา​วเทียม THEOS วันที่ 24 ตุลาคม 2554 แสดงพื้นที่​น้ำท่วมบริ​เวณบางส่วน​ของจังหวัด​อ่างทอง
พระนครศรีอ​ยุธยา สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี กรุงเทพมหา​นคร
นครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเท​รา

ภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDATA แสดงอนิเมชั่นการแผ่ของพื้นที่น้ำท่วมวันที่ 18-22
ต.ค.


วิเคราะห์สถานการณ์น้ำของดร เสรี ศุภราทิตย์ ทางTPBS 24 ต.ค.


type=application/x-shockwave-flash width=420
src=http://www.youtube.com/v/tpWSzLx4C3Y?version=3&hl=en_US
allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always">


วิเคราะห์สถานการณ์น้ำของดร เสรี ศุภราทิตย์ ทางTPBS 25 ต.ค.


height=315 type=application/x-shockwave-flash width=420
src=http://www.youtube.com/v/atsrfSIC2I8?version=3&hl=en_US
allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always">

 

 

นายหญิงของอีเม้ยคงอิจฉารองเท้าบู๊ท คุณเจเป็นแน่
ถึงไม่ค่อยออกมาลุยน้ำท่วมกับเขาบ้างน๊ะ

 

ความดีและความชั่ว ต่อสู้กันมานานแสนนานแล้ว ไม่มีฝ่ายไหนแพ้
ไม่มีฝ่ายไหนชนะเด็ดขาดลงไปได้ เพราะความดีก็ยังมีอยู่ และความชั่วก็ยังมีอยู่…
แต่ถึงอย่างไร ทั้งสองสิ่งนี้ก็ไม่อาจปรองดองกันได้

ที่มา:เฟซบุ๊คของเจ-วรกร
จาติกวนิช (เมียของกรณ์ จาติกวนิช )

 

(ซ้าย)บู๊ทเบอร์เบอรี่คู่ละ6,000ของยิ่งลักษณ์ (ขวา)บู๊ทชาแนลคู่ละ12,000ของเมียกรณ์

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:แฟชั่นวีคถอยไป
เมื่อภรรยาอดีตรมว.คลังสวมบูท"ชาแนล"ลุยน้ำท่วม

………..
กรณ์ ออกแถลงการณ์ อัดรัฐบาล เล่นการเมืองในช่วงวิกฤติ

 

กรณ์-วรกร

แถลงการณ์ ส.ส.กทม.ประชาธิปัตย์ เรื่อง “บทบาทสถานการณ์อุทกภัย กรุงเทพมหานคร”

วันนี้ ผมและ เพื่อนๆ สส.ประชาธิปัตย์ จำเป็นต้องตั้งโต๊ะแถลงทาง ‘การเมือง’
เป็นครั้งแรกตั้งแต่มีน้ำท่วมครับ
การทำงานร่วมกับรัฐบาลเป็นไปด้วยดีมาตลอดทั้งระหว่างพรรค และระหว่าง กทม.
ซึ่งบริหารโดยคนของพรรค จนกระทั่งมีกระบวนการพยายามโยนความผิดมาทาง กทม. หรือ
‘ตีกิน’ ผลงานของกทม.โดยฝ่ายการเมืองและเริ่มมี “ผู้ที่หวังประโยชน์ทางการเมือง”
เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ประชาชนต้องการมืออาชีพครับ
และต้องการจะเห็นทุกฝ่ายมีความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาใหญ่หลวงของประเทศ

วันนี้ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ได้มีแถลงการณ์เรื่อง “บทบาทสถานการณ์อุทกภัย
กรุงเทพมหานคร” สรุปใจความ ได้ว่า

- กรุงเทพมหานคร ทำงานสอดคล้องกับนโยบายของ ศปภ.ที่ตั้งโดยรัฐบาลมาโดยตลอด

- กรุงเทพมหานคร ไม่เคยคิดเริ่มเล่นการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น มองผลประโยชน์พี่น้องกทม.เป็นหลัก

- ปัญหาต่างๆ เช่นการเปิดปิดประตูระบายน้ำ ต้องทำอย่างมีการจัดการ
และการวางแผนที่ดีไม่สามารถเปิด 100% ทุกบานได้เพราะ ปริมาณน้ำมหาศาล
ส่งผลต่อแรงดันรวม ที่ส่งผลเสียหายได้

- กรุงเทพมหานคร โดย ส.ส.กทม.ทำงานลงพื้นที่ แต่ละเขต
ทุกเขตพบปัญหาในเชิงอาชญากรรมเช่นการลักขโมย ฉวยโอกาสช่วงวิกฤติ
รวมไปถึงการมีการรวมกลุ่มอันธพาล ทำลายคันกั้นน้ำ

- พรรคประชาธิปัตย์ โดยหัวหน้าพรรค ได้เสนอให้ ศปภ.ใช้อำนาจเด็ดขาดในการบริหารจัดการเรื่องน้ำท่วมมานานแล้ว
และสนับสนุน มาตรา 31 ให้อำนาจจัดการดูแลอย่างเต็มที่ แต่ ….ศปภ.เลือกมาทำเพื่อหวังผลการเมืองตอนน้ำมาถึง
กทม.ทั้งที่ หลายๆ จังหวัดที่ผ่านมาตั้งแต่ภาคกลางตอนบน ถึงปริมณฑลที่ ศปภ.ไม่เคยคิดจะใช้อำนาจประเภทนี้มาก่อนและที่สำคัญที่สุด
กทม.เล็งเห็นถึงการใช้คนให้ถูกกับงาน

- กรุงเทพมหานคร เชิญผู้มีความเชี่ยวชาญสูง ได้แก่ คุณ “ปราโมทย์
ไม้กลัด”ซึ่งเป็นถึง อดีตอธิบดีกรมชลประทาน
อดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
และอดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็น ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม.ด้านการบริหารจัดการระบายน้ำ
และไม่ได้นำนักการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวเลย

- แต่ศปภ.กลับ เอา “ผู้หวังผลทางการเมือง” มาเป็น ที่ปรึกษา ศปภ. ทั้งๆ
ที่ไม่ได้มีความรู้ ความสามารถความเชี่ยวชาญใดๆ เลยเกี่ยวกับเรื่องน้ำ หรือแม้แต่
ไม่ได้เกียวข้องใดๆ กับภาคส่วน กทม.โดยตำแหน่งหน้าที่

สรุปประเด็นคร่าวๆ คือ ในขณะที่ กทม.และส.ส.ประชาธิปัตย์ทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตามหน้าที่ของ
ส.ส.ฝ่ายค้าน แต่ รัฐบาล โดย ศปภ. กลับแต่งตั้งคนนอก มา “เล่นการเมือง”
ในช่วงวิกฤติและ ยังกล้าที่จะมาโจมตีคนที่ทำงานจริงเพื่อพี่น้องประชาชน

 

 


ทั้งหมดนี้คือการเตรียมพร้อมกองทัพนอกสภา
เพื่อรับมือกับการรุกกลับของฝ่ายเผด็จการจารีตนิยมที่จะกระทำต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างแน่นอน

โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
19 สิงหาคม 2554
 

1. เผด็จการมุ่งตอกลิ่มคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย

การที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ยิ่งลักษณ์
ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี และสามารถจัดตั้งคณะรัฐบาลผสมได้สำเร็จ ถือเป็นชัยชนะทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของฝ่ายประชาธิปไตย
และเป็นการถดถอยที่เกินความคาดหมายของฝ่ายเผด็จการ

ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากอาศัยพลังการนำที่ขาดเสียมิได้ของทักษิณ
ชินวัตรและยิ่งลักษณ์ ชินวัตรแล้ว
ที่สำคัญยังเป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของคนเสื้อแดงหลายล้านคนทั่วประเทศที่เคลื่อนไหวรณรงค์สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างทุ่มเทชีวิต

ฝ่ายเผด็จการตระหนักแล้วว่า
แนวร่วมคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยคือปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้พรรคเพื่อไทยฆ่าไม่ตาย
ทำลายไม่หมด ตราบใดที่แนวร่วมนี้ยังคงอยู่และเข้มแข็ง
ฝ่ายเผด็จการจะไม่มีวันได้ชัยชนะในเวทีการเลือกตั้งภายใต้เสื้อคลุมรัฐสภา

ฉะนั้น ยุทธศาสตร์ประการหนึ่งของฝ่ายเผด็จการในการทำลายขบวนประชาธิปไตยคือ
ต้องทำลายแนวร่วมคนเสื้อแดง-พรรคเพื่อไทย

ในระหว่างการคัดสรรบุคคลเข้าสู่ฝ่ายบริหาร ได้มีความสับสนถึงบทบาทของขบวนคนเสื้อแดง
แกนนำนปช. กับพรรคเพื่อไทย

เกิดการถกเถียงและความเข้าใจผิดในหมู่คนเสื้อแดงและแกนนำนปช.บางคนที่มีต่อพรรคเพื่อไทย
เปิดช่องให้ฝ่ายเผด็จการใช้สื่อมวลชนในมือและสายลับบนสื่อออนไลน์ ปล่อยข่าวลือ
สร้างข่าวเท็จ
ยุแหย่ตอกลิ่มเพื่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย

ในการนี้ คนเสื้อแดงต้องหนักแน่น มีสติ
ยึดภาพรวมทั้งหมดของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นที่ตั้ง
มองทะลุภาพลวงตาของการเลือกตั้งและเสื้อคลุมรัฐสภา
ให้เห็นถึงเนื้อในที่ยังเป็นระบอบเผด็จการปัจจุบัน
มุ่งหน้าไปให้ถึงเป้าหมายประชาธิปไตยที่แท้จริงในขั้นสุดท้าย
จะต้องไม่ตกเป็นเหยื่อการยุแหย่และสงครามจิตวิทยาของฝ่ายเผด็จการอย่างเด็ดขาด

คนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยนั้นต้องการซึ่งกันและกัน
ขาดจากกันมิได้ในการต่อสู้เพื่อไปบรรลุประชาธิปไตย
พรรคเพื่อไทยที่ปราศจากคนเสื้อแดงจะแพ้เลือกตั้ง
จะถูกกระบวนการตุลาการและอำนาจทหารทำลายได้โดยง่าย

ส่วนคนเสื้อแดงที่ปราศจากพรรคเพื่อไทยจะอ่อนแอ
ไม่มีที่ยืนในการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น
ไม่มีกำลังที่จะต่อกรกับเผด็จการในแนวรบรัฐสภาและสนามเลือกตั้ง ไม่มีอาวุธในมือใด ๆ
ที่จะสกัดอำนาจในระบบของฝ่ายเผด็จการ

ความแตกแยกระหว่างคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยคือความพ่ายแพ้ของขบวนประชาธิปไตย

2. พรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ 2550
ที่เป็นระบอบเผด็จการแฝงเร้นของพวกจารีตนิยม
พรรคเพื่อไทยจึงถูกจำกัดขอบเขตและมัดมือมัดเท้าทั้งในด้านกิจกรรม
การเคลื่อนไหวและตัวบุคคลด้วยโซ่ตรวนทางกฎหมายของพวกเผด็จการ

ถึงกระนั้น สนามรบการเลือกตั้งก็เป็นการต่อสู้ที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายประชาธิปไตยมีจุดแข็งและมีโอกาสชนะได้มากที่สุด

อีกทั้งเป็นสนามรบที่ฝ่ายเผด็จการจะต้องเผชิญอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ช้าก็เร็ว
เว้นแต่จะหันไปก่อรัฐประหารและปกครองด้วยเผด็จการที่เปิดเผยยาวนาน

ในแนวรบการเลือกตั้ง หน้าที่ของพรรคเพื่อไทยคือ
ต้องชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงมากที่สุด จึงจะสามารถจัดตั้งคณะรัฐบาลได้

ในการนี้ พรรคเพื่อไทยต้องโน้มน้าวจูงใจคนจำนวนมากที่สุดให้หันมาลงคะแนนเสียง
ในสภาวะปัจจุบัน คนเสื้อแดงยังไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ
ลำพังแต่คะแนนเสียงของคนเสื้อแดงนั้นไม่พอที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้
ยังต้องอาศัยคะแนนเสียงของประชาชนจำนวนมากที่มิใช่คนเสื้อแดงแต่มีจิตใจที่เป็นธรรม
หรือประชาชนทั่วไปที่เบื่อหน่ายความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
และคาดหวังการแก้ปัญหาของประเทศจากพรรคเพื่อไทย

ฉะนั้น ในการหาเสียงเลือกตั้ง การออกแบบนโยบาย
ไปจนถึงการจัดตั้งคณะรัฐบาลและการคัดสรรรัฐมนตรี
พรรคเพื่อไทยจึงต้องคำนึงถึงคะแนนเสียงทั้งหมด
มิใช่คะแนนเสียงของคนเสื้อแดงเท่านั้น และรัฐบาลที่จัดตั้งโดยพรรคเพื่อไทยต้องเป็น
“รัฐบาลของคนไทยทุกหมู่เหล่า”
ที่มุ่งบริหารงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งประเทศ

ภารกิจของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจึงเป็นการเดินนโยบายสองขาคือ

ด้านหนึ่ง ก็บริหารประเทศ
แก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนอย่างรีบด่วนและได้ผล

เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและเพิ่มความนิยมในหมู่ประชาชนส่วนข้างมาก
ยึดกุมชัยชนะในสนามรบการเลือกตั้งไว้ให้มั่นเพื่อสู้กับฝ่ายเผด็จการในระยะยาวต่อไป

ในอีกด้านหนึ่ง ก็ต้องดำเนินการต่อสู้ทางประชาธิปไตย
เสริมความเข้มแข็งให้กับขบวนคนเสื้อแดง

เพื่อเป็นอาวุธในการรับมือและตอบโต้การรุกทำลายของฝ่ายเผด็จการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ในการนี้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องดำเนินมาตรการรูปธรรมหลายประการ ได้แก่
การปลดปล่อยคนเสื้อแดงหลายร้อยคนที่ถูกคุมขังอยู่ทั่วประเทศ
การชดเชยและเยียวยาแก่ประชาชนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553
ดำเนินการสอบสวนเปิดเผยความจริงทั้งหมดที่เกี่ยวกับการสังหารหมู่ประชาชนในครั้งนั้น

นำเอาผู้สั่งการฆ่าประชาชนมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม และที่สำคัญคือ
เริ่มต้นขั้นตอนการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ เพื่อขจัดเผด็จการ สร้างประชาธิปไตยที่
“อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

แต่ในการปฏิรูปรัฐธรรมนูญนั้น รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมิอาจกระทำได้แต่ลำพัง
แม้จะชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ แต่คะแนนเสียงในรัฐสภายังก้ำกึ่ง
และรัฐบาลก็มีอำนาจแท้จริงที่จำกัด
ต้องบริหารงานอยู่ในกรงเล็บของตุลาการและกองทัพที่ฝ่ายเผด็จการอาจใช้เพื่อโค่นล้มรัฐบาลในโอกาสที่เหมาะสม

ขบวนคนเสื้อแดงต้องเรียกร้อง กดดัน
และประสานหนุนช่วยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยให้ไปดำเนินการต่อสู้ทางประชาธิปไตยอย่างมีจังหวะก้าวและเด็ดเดี่ยว

3. คนเสื้อแดง แกนนำ นปช.

ในการคัดสรรตัวบุคคลมาเป็นรัฐมนตรีนั้น ไม่มีแกนนำนปช.ได้เข้าสู่ฝ่ายบริหารเลย
ทำให้คนเสื้อแดงและแกนนำนปช.บางคนแสดงความไม่พอใจ ด้วยอ้างเหตุว่า
การกีดกันคนเสื้อแดงจากฝ่ายบริหารแสดงว่า พรรคเพื่อไทย
“ประนีประนอมและมีข้อตกลงลับกับเผด็จการ” หรือ
“พรรคเพื่อไทยเห็นคนเสื้อแดงมีภาพพจน์เผาบ้านเผาเมือง จึงต้องกันออกไป” เป็นต้น

แต่ทั้งหมดนี้ ก็เป็นผลจากการเข้าใจผิดของคนเสื้อแดงและแกนนำนปช.บางคนในสาระสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้
ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะกันแกนนำนปช.ออกไปจากฝ่ายบริหารด้วยเหตุผลใดก็ตาม

แต่เมื่อมองจากผลลัพธ์ทางยุทธศาสตร์ของภาพรวมทั้งหมดแล้ว ต้องถือว่า
เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

ประการแรก จุดประสงค์ของการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสส.โดยแกนนำนปช.คือ ต้องการ
“สิทธิ์คุ้มครองทางสภา” เพื่อรักษาสถานะการนำขบวนคนเสื้อแดงไว้ได้แม้ในยามคับขัน

ดังเช่นที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ได้แสดงให้เห็นมาแล้ว แต่การได้เป็น สส.แล้วเข้าไปสู่ตำแหน่งทางบริหารอีกนั้นเป็นการขัดต่อจุดประสงค์นี้โดยตรง
เพราะแกนนำนปช.ที่มีตำแหน่งบริหารจะไม่อาจเป็นแกนนำนปช.ได้อีกต่อไป

ประการที่สอง การนำเอาแกนนำนปช.เข้าสู่ฝ่ายบริหารในขณะนี้เป็นการเปิดศึกข้อขัดแย้งที่เผชิญหน้าเร็วเกินไปและโดยไม่จำเป็น
คือได้ใจคนเสื้อแดงบางกลุ่มที่ไม่มองภาพใหญ่
แต่เผชิญแรงต่อต้านทั้งจากสื่อมวลชน ชนชั้นกลางในเมืองและฝ่ายเผด็จการทันที

คณะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องการเวลาในการสร้างความเชื่อมั่นในหมู่ประชาชนและสร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับตนเอง
รวมทั้งต้องการเวลาให้คนเสื้อแดงได้ปรับขบวน
เพื่อรับมือกับการรุกกลับของฝ่ายเผด็จการ

ประการที่สาม แนวรบนอกสภากับแนวรบในสภานั้น แยกจากกันแต่ก็เดินควบคู่ไปด้วยกัน
ขบวนคนเสื้อแดงเป็นกองทัพนอกสภาที่เข้มแข็งและกว้างใหญ่ไพศาล เป็น
“ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก” ของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรและของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
สองแนวรบ สองกองทัพ มีหน้าที่ต่างกัน แต่ประสานกันไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกันคือ
ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

สำหรับคนเสื้อแดงแล้ว
จุดมุ่งหมายของการได้ชัยชนะในการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จไม่ใช่เพื่อให้แกนนำคนเสื้อแดงบางคนได้เป็นรัฐมนตรี
แต่เพื่อให้ได้รัฐบาลที่เป็นมิตรกับฝ่ายประชาธิปไตย
เปิดช่องให้คนเสื้อแดงได้ปรับขบวน พัฒนาตนเอง ยกระดับความคิดและการจัดตั้ง
เสริมความเข้มแข็งและมีความพร้อมยิ่งขึ้น
เพื่อเผชิญกับการรุกกลับของฝ่ายเผด็จการที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้

แม้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะมีอำนเจบริหารจำกัด
แต่ก็เป็นเงื่อนไขเพียงพอที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะได้อาศัยเป็นประโยชน์
ยิ่งฝ่ายประชาธิปไตยขยายตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น รวมตัวจัดตั้งเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
ชัยชนะขั้นสุดท้ายของประชาธิปไตยก็ยิ่งใกล้เข้ามา

สิ่งที่ขบวนประชาธิปไตยต้องเร่งกระทำโดยเร็วคือ ขยายจำนวนคนที่ “รู้ความจริง”
ให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ขยายการจัดตั้งในระดับรากฐานให้กว้างขวาง เช่น
“หมู่บ้านเสื้อแดง” ในภาคอีสาน และ “บ้านธงแดง” ในภาคเหนือ
บนพื้นฐานของภาษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่นพื้นบ้าน
ประสานกับกระบวนประชาธิปไตยระดับรากหญ้า
ตลอดจนการรวมกลุ่มเสื้อแดงในภาคกลางและเมืองใหญ่ตามสภาพสังคมวัฒนธรรมแต่ละท้องที่

เร่งขยายผลสะเทือนของประชาธิปไตยไปในหมู่ทหาร ตำรวจและข้าราชการให้มากที่สุด
ขยายเครือข่ายสังคมออนไลน์เชื่อมกับเครือข่ายบนดินให้ทั่วถึง
จัดตั้งวิทยุชุมชนให้เพิ่มขึ้นครบทุกอำเภอและตำบลทั่วประเทศ
จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเพิ่มขึ้นอีกในประเทศเพื่อนบ้าน ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค
ภาษา และวัฒนธรรมทั่วประเทศ

ทั้งหมดนี้คือการเตรียมพร้อมกองทัพนอกสภา
เพื่อรับมือกับการรุกกลับของฝ่ายเผด็จการจารีตนิยมที่จะกระทำต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างแน่นอน

บัดนี้ ฝ่ายเผด็จการได้ใช้สรรพาวุธที่มีอยู่จนหมดแล้ว
พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องซ้ำรอยเดิมคือ การใช้อันธพาลการเมืองบนท้องถนน
ใช้พรรคประชาธิปัตย์ก่อการภายในสภา ทำให้รัฐบาลไม่อาจบริหารงานได้
แล้วใช้ตุลาการในมือมาทำลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์

และในที่สุด ถ้าล้มเหลว หนทางสุดท้ายก็คือ
รัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้ง

 


คุณธรรมสูงปรี๊ดหมอวิชัยเชียร์หมอชูชัยรับใช้ปชป. คนฝากโกงน้ำมันรถ-เด็กฝากสาวกอู6ศพตายนอกวัด

 

 

คุณธรรมสูงปรี๊ด-น.พ.วิชัย โชควิวัฒน์ เขียนจดหมายถึงนายอภิสิทธิ์ฝากน.พ.ชูชัย
ศุภวงศ์ เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่า "นายแพทย์ชูชัย ยังเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้พรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยืนหยัดยาวนาน"..ซึ่งคนฝากเคยถูกปปช.ชี้ว่าเคยทำความผิดวินัยร้ายแรงเบิกค่าน้ำมันรถของหลวง
ส่วนเด็กฝากทำรายงานคณะกก.สิทธิฯกรณี19พฤษภาเข้าข้างมาร์คเหยียบย่ำคนตายทุกกรณี มีกรณีหนึ่งบอกว่า6ศพวัดปทุมฯถูกยิงข้างนอกแล้วลากเข้ามาในวัด
ซึ่งตรงเพะกับที่พันเอกสรรเสริญให้สัมภาษณ์BBC

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 สิงหาคม 2554

เปิดจดหมายลับหมอวิชัย โชควิวัฒน ส่งถึงมาร์ค


หนังสือพิมพ์ข่าวสด
รายงานว่า จากกรณีนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ในฐานะประธานอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอีเมล์ของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน
ซึ่งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติแต่งตั้งขึ้น ได้สรุปผลสอบสวนไม่พบการกระทำผิด แต่กลับกล่าวหาการเสนอข่าวและภาพของข่าวสดและมติชนว่า
เอนเอียงเข้าข้าพรรคเพื่อไทยนั้น จากพยานหลักฐานพบความสัมพันธ์ของนายแพทย์วิชัยที่น่าสนใจบางประการ

 

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน

โดยนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เคยทำจดหมายส่วนตัวทำถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะเป็นนายกรัฐมนตรี
ลงวันที่ 1 กันยายน 2552 เสนอให้แต่งตั้ง น.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ ที่ปรึกษาระดับ 11 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีใจความดังนี้

 

“กราบเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีที่รักและนับถือยิ่ง

กระทรวงสาธารณสุขขณะนี้ อ่อนแอทั้งวิชาการ การบริหาร และคุณธรรม หากไม่มีการแก้ไขนอกจากจะไม่สามารถเผชิญกับปัญหายากๆ
อย่างไข้หวัดใหญ่ 2009 ระลอกสอง และไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญของรัฐบาลอย่างนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลได้แล้ว
โครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ จะเกิดปัญหาการทุจริตซึ่งจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลรุนแรงและร้ายแรงยิ่งกว่ากรณีทุจริตยา
1,400 ล้าน

กระทรวงสาธารณสุขขณะนี้จึงต้องการผู้นำ โดยเฉพาะปลัดกระทรวงที่ กล้า แข็ง มีความรู้
ความสามารถ บารมีเพียงพอ และเชื่อถือไว้วางใจได้ เข้ามากอบกู้สถานการณ์ ซึ่งมองไปทั่วแล้ว
ผมขอกราบเรียนว่า น่าจะถึง นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ลูกหม้อเก่ากระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้เป็นข้าราชการพลเรือนระดับ
11 อยู่ที่สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กลับมาทำหน้าที่นี้

ผมเชื่อมั่นว่า นายแพทย์ชูชัย มีความรู้ความสามารถและคุณสมบัติต่างๆเหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้อย่างยิ่ง
ข้อสำคัญยังเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้พรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยืนหยัดยาวนานซึ่งท่านชวน
หลีกภัย รู้จักและคุ้นเคยดี

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา”

 

นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายแพทย์ชูชัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ซึ่งล่าสุดถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ 91
ศพ โดยปกป้องรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และกล่าวหาว่านปช. เป็นฝ่ายผิดแทบทุกกรณี ซึ่งจะเห็นได้ว่าในจดหมายที่เขียนโดยนายแพทย์วิชัยนั้น
ใช้คำว่า“นายแพทย์ชูชัย มีความรู้ความสามารถและคุณสมบัติต่างๆเหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้อย่างยิ่ง
ข้อสำคัญยังเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้พรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยืนหยัดยาวนาน”

คุณธรรมหมอศุภชัยกรณี6ศพวัดปทุมฯเห็นตรงเพะกับไก่อู

ไทยอีนิวส์รายงานข่าวเรื่อง

กรรมการสิทธิด้วยกันใจไม่ด้านพอ เบรกรายงานฉบับหมอชูชัย92ศพผิด-ฆาตกรถูก ไล่กลับไปเขียนใหม่
ซึ่งรายงานจัดทำโดยนายแพทย์ศุภชัย นอกจากเข้าข้างรัฐบาลประชาธิปัตย์ทุกเรื่องแล้วก็ยังให้ข้อมูลใหม่ว่า"กรณี6ศพวัดปทุม"ถูกฆ่าตายนอกวัดแล้วลากศพเข้ามาในวัด
ซึ่งไม่เคยมีใครให้ข้อมูลนี้เลย ยกเว้นพันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด ตอนให้สัมภาษณ์สำนักข่าวBBC



ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย
รายงานว่า นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ถูกชี้มูลความผิดจากคณะกรรมการปปช.
ว่ามีความผิดวินัยร้ายแรงขณะที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เนื่องจากเห็นว่า
กระทำผิดระเบียบการใช้รถยนต์ ทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรงก ล่าวคือในขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการ
อย. นพ.วิชัย มีรถประจำตำแหน่งอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมใช้รถประจำตำแหน่ง แต่กลับใช้รถยนต์ส่วนกลางของ
อย.และมีการเบิกค่าน้ำมันรถจากทางราชการ แต่ถ้าใช้รถประจำตำแหน่งผู้ดำรงตำแหน่งต้องออกค่าน้ำมันเอง

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:โชว์สันดานประจานสื่อเนชั่นอีกแว้วคู่หูนรกกนก-ธีระ


"เครือมติชน" ชี้แจงผลสอบสภาการนสพ. เผยข้องใจเจตนาของคณะอนุกก.ชุด "หมอวิชัย"

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นายปิยะชาติ มงคลไชยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการมติชน เปิดเผยว่า
ได้เห็นผลการสอบของคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอีเมล์ของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน
ที่มี นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติมีมติแต่งตั้งขึ้นแล้ว
ผลการสอบระบุว่า บุคคลที่ถูกพาดพิงในอีเมล์ ไม่ได้กระทำผิด ข้อหารับสินบนตามอีเมล์นั้นตกไป
เป็นเรื่องเข้าใจได้ และมติชนได้ยืนยันความบริสุทธิ์มาตั้งแต่ต้น แต่การตั้งประเด็นตรวจสอบการเสนอข่าวของสื่อ
มีข้อน่าสงสัยในวิธีการและเจตนาหลายประการ โดยเฉพาะการสรุปว่า สื่อในเครือมติชน ได้แก่
ข่าวสด มติชน เสนอข่าวเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย โดยนำภาพข่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ลงในสื่อ มาเปรียบเทียบจำนวน
และตำแหน่งในการวางภาพ

นายปิยะชาติกล่าวว่า การสรุปว่าสื่อเสนอข่าวเอนเอียง โดยนับจำนวนรูป ตำแหน่งที่วางภาพ
โดยให้รายละเอียดว่า วางตำแหน่งซ้ายขวาบนล่าง แม้กระทั่งระบุลักษณะของภาพ เป็นประเด็นที่น่าสงสัยในมาตรฐานความรู้ความเข้าใจของคณะกรรมการ
เนื่องจากใช้การเปรียบเทียบเชิงปริมาณ ที่ไม่สามารถชี้วัดความเป็นกลางได้เลย และยังมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า
ภาพข่าวทั้งหมด นำเสนอไปตามเหตุการณ์และปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น เป็นการทำงานวันต่อวัน
การเลือกภาพเลือกข่าว การพาดหัวข่าว เป็นไปตามกระแสข่าว และความน่าสนใจของข่าวในแต่ละวัน
โดยทีมงานด้านข่าวของแต่ละฉบับ

นายปิยะชาติกล่าวด้วยว่า ผลสอบของคณะอนุกรรมการยังพุ่งเป้าไปที่หนังสือพิมพ์ข่าวสด
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีอีเมล์เลย โดยสรุปจากวิธีการพาดหัวข่าวและภาพข่าวว่าเอนเอียง
เข้าข้างพรรคเพื่อไทยถือว่าไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับภาคีสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์ และยังพยายามจับเอาเรื่องของการลงโฆษณาพรรคการเมือง
อันเป็นวิถีทางปกติมากล่าวหาสื่อในเครือมติชน การลงโฆษณาพรรคการเมือง เป็นเรื่องที่กระทำได้เป็นปกติ
พรรคการเมืองหลายพรรคได้ซื้อพื้นที่ลงโฆษณา เป็นเรื่องของฝ่ายโฆษณาที่แยกต่างหากจากกองบรรณาธิการ
นอกจากนี้ การสรุปของอนุกรรมการ ยังเปิดเผยนามปากกาของผู้เกี่ยวข้องทุกคน เท่ากับกระทำขัดกับหลักจริยธรรมของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเสียเอง
ต่อปัญหาเหล่านี้่ ทางเครือมติชน กำลังศึกษาข้อสรุปของอนุกรรมการ เพื่อจะทำความเข้าใจต่อเจตนาของคณะอนุกรรมการ
และเพื่อแสดงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลสรุปของอนุกรรมการ นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ในที่ประชุม นายปราโมทย์ ฝ่ายอุประ ประธานสภาการหนังสือพิมพ์
ถูกพาดพิงในอีเมล์ ไม่ได้เข้าประชุม เช่นเดียวกับตัวแทนที่มาจากสื่อฉบับที่มีผู้สื่อข่าวถูกสอบสวน
ไม่ได้เข้าประชุม อาทิ นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ จากมติชน นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล จากเครือเนชั่น
นายพรชัย ปุณณวัฒนาพร จากเครือเดลินิวส์ ส่วนผู้เข้าประชุม มีอาทิ นายสุนทร จันทร์รังสี
รองประธาน จากหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน นายสมนึก กยาวัฒนกิจ นายสมาน สุดโต นายจักรกฤษณ์
แววคล้ายหงส์ นายสุภชัย ปกป้อง นายบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ รศ.จุมพล รอดคำดี ฯลฯ หลังจากนั้น
นพ.วิชัย โชควิวัฒน ได้นำผลการสรุปไปเปิดการแถลงข่าว

ขณะที่นายสุนทร จันทร์รังสี รองประธานสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ได้กล่าวว่า สภาการหนังสือพิมพ์ฯ
ยังไม่ได้วินิจฉัยความผิดของผู้ถูกกล่าวหาว่า ผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ เพียงแต่ดำเนินการตามขั้นตอนของธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์ฯ
และจะพิจารณาเรื่องนี้ต่อไปในการประชุมของสภาการหนังสือพิมพ์ฯครั้งหน้า คือวันที่ 13
กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์Œบางคนแสดงความสงสัยต่อผลการสอบ
ที่ตั้งประเด็นสอบเรื่องอีเมล์พรรคเพื่อไทยพาดพิงบุคคลในวงการสื่อ แต่กลับสรุปประเด็นเรื่องการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน
เสนอข่าวอีเมล์ 2 ฉบับ ระบุว่า มีอีเมล์หัวข้อ "จดหมายถึงท่านพงษ์ศักดิ์Ž" ส่งเมื่อวันที่
14 มิถุนายน 2554 และหัวข้อ "ข้อเสนอ วิม?"Ž ส่งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน โดยพาดหัวว่า
"กุนซือปู ซื้อสื่อที่ละ 2 หมื่นŽ มีเนื้อหาพาดพิงถึงบุคคลหลายคน โดยเป็นบุคคลในสังกัดหนังสือพิมพ์"
กระทั่งวันที่ 5 กรกฎาคม คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอีเมล์ของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่
ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน มี นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน นางบัญญัติ ทัศนียะเวช
รศ.ดร.ดรุณี หิรัญรักษ์ ศ.พิเศษ สิทธิโชค ศรีเจริญ และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
เป็นกรรมการ

หลังจากนั้น ทางคณะอนุกรรมการส่งจดหมายเชิญผู้ถูกพาดพิงถึงไปให้ปากคำ โดยมีผู้เดินทางไปให้ปากคำ
5 คน และไม่ได้เดินทางไปให้ปากคำ 3 คน แต่ใช้วิธีส่งจดหมายไปให้แทน นอกจากนี้ ทางคณะอนุกรรมการยังได้เชิญนายวิม
รุ่งวัฒนะจินดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ตลอดจนผู้ควบคุมการเสนอข่าวทางเว็บไซต์เมเนเจอร์
ออนไลน์ มาให้ข้อมูลด้วย ผลการตรวจสอบสรุปว่า คณะอนุกรรมการเชื่อว่า อีเมล์ทั้ง 2 ฉบับน่าจะส่งมาจากบัญชีและรหัสผ่านของนายวิมจริง
ส่วนผู้ที่ถูกพาดพิงทั้งหมดไม่สามารถสรุปได้ว่าเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการ มีข้อสรุปเกี่ยวกับการเสนอข่าวของกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์
โดยระบุว่า 1.ภาพข่าว หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน และข่าวสด นำเสนอภาพข่าวสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ 2.ข่าวเลือกตั้ง ข่าวสด มติชน ไทยรัฐ สนับสนุนพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์
3.บทสัมภาษณ์พิเศษ รายงาน สกู๊ปข่าว มติชนสัมภาษณ์ฝ่ายพรรคเพื่อไทย 4 ครั้ง แต่สัมภาษณ์ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์
2 ครั้ง เป็นบุคคลที่ไม่เป็นที่รู้จักเมื่อเปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทย หนังสือพิมพ์ข่าวสดเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่แปลบทสัมภาษณ์
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 4.คอลัมน์การเมืองหนังสือพิมพ์ข่าวสด มีเนื้อหาโจมตีนายอภิสิทธิ์
ชัดเจนและมากที่สุด และยังสนับสนุนภาพลักษณ์เชิงบวกแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 5.โฆษณาพรรคการเมืองในหนังสือพิมพ์
โดยพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่โฆษณามากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ และมีข้อสังเกตว่า พรรคเพื่อไทยลงโฆษณาเฉพาะในหนังสือพิมพ์เครือมติชนเท่านั้น


"จากผลการศึกษาดังกล่าว เชื่อได้ว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะมีการบริหารจัดการสื่อมวลชนอย่างเป็นระบบŽ"
รายงานของคณะอนุกรรมการระบุ

นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังมีข้อเสนอแนะต่อสภาการหนังสือพิมพ์ฯ 5 ข้อ สรุปได้ว่า 1.ตักเตือนให้หนังสือพิมพ์ที่เป็นองค์กรสมาชิก
ยึดถือและปฏิบัติตามข้อบังคับด้านจริยธรรมของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติโดยเคร่งครัด
2.ขอความร่วมมือให้หนังสือพิมพ์ที่เป็นองค์กรสมาชิกกำกับดูแลให้ผู้ประกอบอาชีพหนังสือพิมพ์
ยึดถือและปฏิบัติตามข้อบังคับด้านจริยธรรมของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติโดยเคร่งครัด
3.ขอความร่วมมือให้หนังสือพิมพ์ที่เป็นองค์กรสมาชิก ปฏิบัติตามข้อ 10 ของข้อบังคับด้านจริยธรรมของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติโดยอนุโลม
ในกรณีที่มีการใช้ภาพและคำบรรยายประกอบภาพที่ได้รับมาจากภายนอก โดยให้กำกับแหล่งที่มาประกอบกับภาพข่าวนั้นอย่างแจ้งชัด
4.ตักเตือนให้หนังสือพิมพ์ที่เป็นองค์กรสมาชิก ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข่าวและแหล่งข่าวที่ได้รับมาอย่างรอบคอบรัดกุม
ก่อนนำเสนอข่าว 5.ร่วมมือกับองค์กรสื่อและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนจัดทำแนวทางปฏิบัติ
(guideline) ว่าผู้ประกอบอาชีพหนังสือพิมพ์ ควรมีความใกล้ชิดกับแหล่งข่าว โดยเฉพาะนักการเมืองและนักธุรกิจเพียงใด
จึงจะมีความเหมาะสม


type=application/x-shockwave-flash width=420
src=http://www.youtube.com/v/uiVbRsIE_pg?version=3&hl=th_TH
allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always">


 

ธีระ:อย่าว่าแต่10ล้านเลย 10บาทก็ไม่ควรได้รับสำหรับพวกเผาบ้านเผาเมือง

กนก:หนังสือพิมพ์บางคนที่ทรยศวิชาชีพ เสียชาติเกิดเป็นนักหนังสือพิมพ์
เข้าข้างพวกเผาบ้านเผาเมือง ก่อตั้งหนังสือพิมพ์คุณภาพมากว่า 30
ปีกลับต้องมาเสียผู้เสียคน

สันดานเด็กนรกเครือเนชั่น


 

ผิดจากนี้กูให้เหยียบ-การนำเสนอ เล่าข่าวด้วยความอคติ
ลำเอียง ยืนเคียงเผด็จการ ขายวิญญาณให้ปีศาจ ขาดการตรวจสอบรอบด้าน
พิพากษาชี้นำทำลายความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย ไร้ความเป็นวิชาชีพ
หากผิดจากนี้ก็ไม่ใช่เรา

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา ไทยอีนิวส์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2552

 

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกาว่า"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว
อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เคยนำเสนอเผยแพร่ไปแล้วครั้งหนึ่ง
การนำมาเสนออีกครั้งเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของข่าวเจาะเชิงสืบสวนประเด็นNBC-เนชั่นปั่นหุ้นจอง
ที่นำเสนออย่างเกาะติดในขณะนี้

สรยุทธ-กนก-ธีระ:หุ่นยนต์พิฆาตค่ายเนชั่น


ใน3-4ตัวนี่ว่าไปแล้ว สรยุทธ์น่าเห็นใจมันนะ
ชั่วดีถี่ห่างมันก็ยังพยายามจะบอกว่ามันคือมืออาชีพ แต่อีก2ตัวนั่นมันเบ๊หยุ่นเขาหนะ
เบ๊ก็ต้องอ่านว่าเบ๊แปลว่าเบ๊ จะให้มันทำเหี้ยอะไรมากกว่านี้ก็คงลำบาก

สรยุทธ์นี่ว่าไปแล้ว อย่างน้อยมันก็ยังมีพื้นฐานเป็นคนข่าวมามั่ง
อย่างน้อยก็ไปหาข่าวใต้ถุนสภาปี2ปี ไปทำข่าวรังนกกระจอกอยู่ปี2ปี
ก่อนจะมาเล่าข่าวได้ อย่างน้อยมันก็ร่ำเรียนมา หรือเคยอยู่งานสนามมามั่ง
แต่อีก2ตัวนี่แม่งไม่มีพื้นฐานงานข่าวสนามมาเลยซักนิด

 

อันนี้ผมแทรกหน่อยนึง คนข่าวรุ่นลุงรุ่นพ่อนี่ไม่ใช่ทำข่าว2-3ปีมาเป็นบก.ได้นะ
เริ่มต้นก็ต้องเป็นนักข่าวตระเวณก่อน ไปตามโรงพัก ไปตามที่มีเรื่องปล้นจี้กัน
แล้วค่อยไปทำข่าวกระทรวง มือดีก็ไปทำข่าวกรมตำรวจ เจ๋งขึ้นมาก็สภา ทำเนียบ
สายทหารอะไรงี้

อยู่จนโชกโชนเป็น10ปี ชักแก่ถึงได้ประจำกองบก.
แล้วไม่ใช่เป็นบก.หรือบรรณาธิการเลยนะ มึงก็ต้องไปเริ่มที่ตรวจปรู๊ฟก่อน
แล้วมาเป็นรีไรเตอร์(คือเรียบเรียงข่าวที่ไอ้พวกนักข่าวสนามส่งเข้ามา แล้วเอามายำ
หรือรับข่าวทางโทรศัพท์จากนักข่าวสนามแล้วเรียบเรียง)
ฝีมือดีหน่อยก็มาเป็นหัวหน้าข่าว ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วยบก. เป็นบก.
สุดท้ายแก่ได้ที่ไปหาข่าวเองไม่ไหว เป็นบก.ก็ชักหูตาลาย ก็ไปเป็นคอลัมนิสต์…แล้วอย่านึกว่าเป็นลุงแก่ๆประจำโรงพิมพ์นะ
ไอ้พวกคอลัมนิสต์นี่ตัวมีอิทธิฤทธิ์เลยนะสัดด….นักการเมืองใครไปใครมาเป็นรัฐบาล
ต้องขอกินข้าวมาซูฮกไอ้พวก18อรหันต์นี่หมด ไม่งั้นเจอรุม

ทีนี้ยุคหลังสื่อต้องเบ่งให้ตัวพอง ทำแค่หนังสือพิมพ์ไม่พอ
มันก็แตกหน่อเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน เข้าไปทำวิทยุ ไปทำทีวีสารพัดที่เรียกว่าmulti-media
มันไม่มีคนพอใช้ จะทำไงดี ก็ต้องเอาไอ้พวกวิ่งข่าวสนามนี่แหละมาเป็นมะม่วงบ่มแก๊ส
คือลากมาประจำกองบก.หรือออกทีวีแม่งเลย





สรยุทธ์เขาก็มาเกิดในสถานการณ์ยังงี้ คือตอนนั้นหยุ่นไปได้สัมปทานITVแล้วออกหนังสือพิมพ์หัวสีคมชัดลึกมาแข่งไทยรัฐ
เดลินิวส์ อยากจะโฆษณาแฝง ก็ไปมีรายการคมชัดลึกทางITV แรกๆหยุ่นก็ทำเอง
แต่มันเป็นนายทุนมัวออกทีวีไม่ไหว เพราะเดี๋ยวต้องนัดป๋า นัดทหาร ตำรวจม
นักการเมืองพอ่ค้ากินข้าวเย็น business talk ก็เลยบอก
เฮ้ย!ไอ้เผือก(ชื่อเล่นสรยุทธ์) เอ็งมาทำทีวีคู่พี่หน่อยวะ คมชัดลึกนะ

ไอ้เผือกก็ไปไม่ค่อยเป็นตอนแรก ตื่นกล้องก็ตื่นกล้อง หน้าตาแม่งก็ออกตี๋ๆ
หยุ่นก็บอกเอางี้ให้ช่างแต่งหน้าทำผมเอ็งนี่ หวีเรียบแปล้ขึ้นไปข้างบน
น้ำมันชโลมหน่อย เอ็งก็ออกมาดูแก่แล้ว แว่นก็หาหนาๆหน่อย ดูแล้วแม่งมีภูมิ

ไอ้เผือกก็เลยมีlookอย่างที่ว่า แต่ก็เงอะๆงะๆตื่นกล้อง
แล้วก็ต้องเดินแนวทางกับหยุ่นคือทำสีหน้าท่าทางมือไม้ให้แม่งดูเครียด
คนดูก็ดูไปจะหงิกแดกตามมันไป…หยุ่นก็บอกไอ้เผือกท่าจะไม่รอดแล้วเว้ย
คนดูบอกดูมึงแล้วไม่บันเทิง รายการทีวีที่ดีแม่งต้องบันเทิง
มึงลดความเครียดลงหน่อยซิวะ

ไอ้เผือกก็ไปไม่ค่อยเป็น ไอ้เชี่ยก็กูเห็นพี่หยุ่นออกแนวเครียดๆ"นะกรั๊บๆ
พูดมาฟันธงให้ชัดๆเลยกรั๊บ"กูก็เอาอย่างมั่ง ทำไมคนดูชอบพี่หยุ่น
มาดูกูเสือกบ่นเครียด…สรุปคือตอนแรกไอ้เผือกก็ไม่ได้แจ้งเกิดเปรี้ยงปร้างนะ
คือมันก็พยายามจะเป็นสุทธิชัยหยุ่น2 แล้วใครมันจะไปก๊อปปี้ใครได้

หยุ่นเลยแก้ปัญหาให้ว่า เอางี้ลดโทนจากเครียดๆวิเคราะห์การเมืองแบบฮาร์ดคอร์นี่ลงมาให้มันดูบันเทิงให้entertainคนดูหน่อย
เอาเป็นแบบnews talkแล้วกัน
หยิบข่าวมาพูดแล้วแสดงความเห็นหยอกมุกอะไรเข้าไป..ไอ้เผือกบอกพี่ผมเล่นไม่เป็น
เอาไงดี

หยุ่นก็เลยไปลากเอากนกนี่มาเป็นตัวชงมุกให้ไอ้เผือกเป็นคนตบ ไอ้หนกชง
ไอ้เผือกตบหน้าเน็ต…คนดูก็ชอบเพราะมันแปลกใหม่ อันนี้คือรายการเก็บตกจากเนชั่น
แต่มาแจ้งเกิดนี่ทางNation channelคือTTVของลุงไกรวัฒน์นะ
คนดูก็จำกัดเขตกรุงเทพฯปริมณฑล


ไอ้หนกนี่จบวารสาร ธรรมศาสตร์ เอกหนังสือพิมพ์ แต่จบมาแม่งไม่มีแวว
เคยไปเป็นเด็กฝึกงานที่เนชั่น เขาก็ไม่เอาหนกทำงาน มันก็ไปสมัครที่ไหนเขาก็ไม่เอา
ก็เลยไปเป็นดีเจจัดเพลงทางวิทยุ พวกเพลงป๊อบทั้งหลาย
แล้วก็เอาข่าวนู่นนี่มาพูดหน่อยพอกล้อมแกล้ม ก็เงียบๆไม่ดัง
หลังๆมาก็มาสมัครทำเป็นดีเจจัดข่าวกับหยุ่น

หยุ่นเห็นว่าเสียงไอ้หนกออกแนวFMก็ให้มันจัด เพราะเนชั่นก็ขยายงานไปสารพัดอย่างที่ว่าไปแล้ว
ต่อมาก็เลยลากมันมาเป็นตัวชงให้ไอ้เผือกทางเนชั่นแชนัล แต่ชงไปชงมายังไงไม่รู้
ด้วยความที่ไอ้หนกมันไม่มีพื้นฐานเป็นนักข่าวสนามมาเลย มันก็ออกทะเลอยู่เรื่อย
ไอ้เผือกตอนแรกก็เริ่มหงุดหงิด ก็กัดแม่งกลางจอ

กัดทีงี้เหวอะ…กะจะเอาให้ตายคาจอ เพราะไอ้เผือกติดนิสัยลูกพี่หยุ่นมา
กูเอาใครมาออกทีวีนี่ขอกรูทำตัวเป็นนักฆ่าหน้าจอต้อนแม่งจนกระดาน
หรือกัดมันเลือดสาดออกจอ สะใจคนดูซาดิสม์

แต่ไอ้เรื่องที่ไอ้เผือกกัดไอ้หนกเหวอะ กลายเป็นเรื่องคนดูทีวีเนชั่นเสือกชอบเว้ยเฮ้ย…ไอ้คนดูแม่งก็ซาดิสม์ได้เรื่องเหมือนกัน
จากที่เริ่มมาจะเป็นตัวชง ไอ้หนกเลยกลายเป็นตัวลูกไล่ให้เผือกกัด…คนดูก็ออกแนวสงสารเห็นใจมัน
เห็นตัวเล็กๆเตี้ยๆเท่าลูกหมา เสียงก็FMหน้ามันก็ออกทางหนูไม่รู้ประจำ คนก็เอ็นดู
ก็เลยกลายเป็นรายการบันเทิงชนิดหนึ่งขึ้นมา…

กัดกันไปกัดกันมาจนดังได้ที่
ก็ไปเข้าตามิ่งขวัญตอนนั้นมาปลุกปั้นแดนสนธยาช่อง9ให้เป็นโมเดิร์นไนน์
มิ่งขวัญก็ช็อปตัวสรยุทธไปทำรายการคล้ายๆคมชัดลึกเดิม รอบค่ำ4ทุ่ม

ตอนบินหนีจากเนชั่นไปอยู่ช่อง9ทำรายการ"ถึงลูกถึงเมีย” เอ๊ย ถึงลูกถึงคนนี่
ไอ้เผือกก็เป็นเผือกnew lookแล้ว คือไม่ใช่ไอ้ตี๋หน้าจืด เสยผมเรียบแปล้
ยกมือไม้พูดจาทีคนดูหงิกแดก เพราะเครียดกับมันอย่างตะก่อนแล้ว

ไอ้เผือกรู้แล้วว่า การทำทีวี แม้จะเป็นเรื่องจริงจังอย่างเล่าข่าว
มันก็ต้องEntertainคนดูด้วย

ที่สำคัญต้องจับประเด็นที่ผู้คนสนใจ หรือที่วงการเรียกว่าhuman interesting
พูดง่ายๆคือหากเทียบการทำหนังสือพิมพ์ ก็ไม่ใช่ภาษาอังกฤษแบบNation
หรืออย่างกรุงเทพธุรกิจ มติชน มันต้องจับกลุ่มเป้าหมายใหญ่แบบบ้านๆอย่างไทยรัฐ
เดลินิวส์

คนที่เอามาสัมภาษณ์ก็ไม่จำเป็นต้องผูกไท ใส่สูท อย่างพวกท่านปลัด อธิบดี รัฐมนตรี
นายกฯห่าเหว แต่ต้องหาคนสนุกๆมีสีสันอย่างชูวิทย์อ่าง หมอพรทิพย์พุดเดิ้ล
เจ๊เจ้าของบ้านสีดำ ยายไฮพังเขื่อน
หรือผู้การวิสุทธ์มือปราบน้องแน็ตอะไรประมาณนี้….ไอ้เผือกก็เลยดังระเบิด
ด้วยเรื่องบ้านๆ การมงการเมืองนี่ก็นานๆที แต่ขออย่าง กูต้องไม่หาศัตรูแบบหยุ่นทำ

หยุ่นก็แค้นตาแม้น กูอุตส่าห์ปั้นมา ไอ้เผือกหนีไปแจ้งเกิดรวยซะแล้ว
ก็ดันไอ้หนกขึ้นเป็นเบอร์1ของเก็บตกเนชั่น แล้วก็หาคู่หูมาให้ หาใครก็ไม่ได้
เลยเหล่ไปเจอเด็กที่เคยยกกล้องแบกกล้อง
ต่อมาให้เป็นผู้ช่วยโปรดิวเซอร์(คือตำแหน่งขี้ข้าสารพัดในรายการทีวีหนะแหละ เช่น
โทรนัดแขกมาออกรายการ ยกน้ำเสิร์ฟแขก เตรียมออกรายการ ประสานกล้อง ช่างทำหน้าทำผม
ชงกาแฟให้คนดำเนินรายการ"

"เฮ้ย!ไอ้ฮุย พี่จะให้เอ็งออกกล้องมึงสนมั๊ย"หยุ่นพูดขึ้นในวันหนึ่ง
หลังจากเหล่หาใครไม่เจอว่าจะเอาใครมาเป็นลูกไล่ให้ไอ้หนก

ไอ้ฮุยที่ว่านี้ มีชื่อจริงตามสำเนาทะเบียนบ้านว่า ธีระ ธัญไพบูลย์

 

คุณๆสังเกตกันไหม แก๊งเด็กนรกเนชั่นนี่จะมีความเหมือนๆกันอยู่2-3อย่างคือ

1.ไม่ได้เป็นนักข่าวสนามมาก่อน(ยกเว้นไอ้เผือก-สรยุทธ
มีประสบการณ์ข่าวสนามมาบ้าง2-3ปี)
อย่างไอ้หนกนี่เป็นดีเจจัดรายการเพลงอัสนี-วสันต์ อ้อมสุนิสา พี่เบิร์ดมา
ไอ้ฮุย-ธีระนี่เด็กยกฉากแบกกล้องชงกาแฟ โทรสายต่อแขก
จอมขวัญก็มาจากแปลข่าวต่างประเทศก๊อกๆแก๊กๆ อันนี้มันก็ทำให้พื้นไม่แน่น
โดยเฉพาะหากมึงต้องมาว่าด้วยเรื่องข่าวการบ้านการเมือง
คือพวกมึงไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ มันก็เลยฟ่ามๆ


2.ไม่ได้เป็นactivistหรือเด็กกิจกรรมมาก่อน
ซึ่งอันนี้จะต่างจากหลายๆค่าย อย่างผู้จัดการ มติชน อาทิตย์ของชัชรินทร์ แนวหน้า
ไทยรัฐ เดลินิวส์ INN บางกอกโพสต์ ไทยโพสต์ เขาจะเลือกเด็กActivistมาก่อน
ข้อดีคือไอ้พวกนี้มันกระฉับกระเฉงลุยงาน
ข้อเสียคือไอ้พวกนี้มันมีชุดความคิดบล็อกในหัวมาแล้ว พูดง่ายๆว่าปกครองยาก
ล้างสมองก็ยาก เพราะเด็กมันแก่แดด
หยุ่นเอาอย่างแก๊งเด็กนรกที่ไม่ใช่Activistมาทำงานก็สบายยังงี้
คือพวกนี้มันเด็กว่าง่าย เอาอะไรใส่หัวให้มัน มันก็รับไว บอกให้มึงศรัทธาใคร
เกลียดใคร ให้พวกมันไปกัดใครแทน มันก็ทำถวายชีวิต…

จะต่างจากพวกเด็กกิจกรรมมหาลัย ไอ้พวกนี้ไม่ได้ทำงานให้ใครเพราะมันศรัทธา
แต่มันจะซักจะถามจะสงสัย และมีกรอบแนวคิดชนิดหนึ่งว่า ที่มันต้องทำลงไปนั้น
เป็นประโยชน์หรือผลเสียแก่บ้านเมืองส่วนรวม…คนอย่างนี้ไม่ได้เกิดที่Nation
คือมันก็เป็นเวรกรรมของหยุ่น คือตอนมันหนุ่มๆมันไปทำกับเจ้านายเก่าไว้มาก
หักเขาไปทั่ว แก่ตัวมามันเลยหาเด็กๆโนเกี๊ยะหัวอ่อนมาใช้ดีกว่า
เอาอะไรยัดใส่กบาลมันก็รับหมด จะให้มันเป็นม้าใช้ ส่งไปกัดใคร
มันเหมือนหุ่นยนต์พิฆาต ไม่ต้องเคยถามว่า ที่เราทำๆนี่มันไม่เหี้ยหรือครับพี่
บ้านเมืองเสียหายนะพี่…ไม่มี!

3.ทั้งหมดนี่เป็นคนกรุงเทพฯ สเป็คตี๋หมวยถูกจริตคนกรุงเทพฯ
ถึงหยุ่นจะเป็นคนสงขลาบ้าสะตอ แต่พอจะหาเด็กออกหน้าจอนี่เห็นไหม
ไม่มีเลยที่เป็นเด็กสะตอ จะต่างจากค่ายอื่นๆ หากคุณๆว่างไปเดินเล่นใต้ถุนสภา
หรือรังนกกระจอกทำเนียบนี่
ก็ต้องคิดไว้ก่อนว่าภาษาทองแดงถือเป็นภาษาราชการของนักข่าว
ส่วนภาษากลางนี่เอาไว้ใช้ถามแหล่งข่าวก็พอ พวกมันคุยกันเองก็สะตอแตกทั้งนั้น…

เด็กกรุงเทพฯไม่พอ ต้องมีเชื้อด้วย คือต้องกากี่นั้งทั้งไอ้เผือก ไอ้หนก ไอ้ฮุย
จอมขวัญอะไรพวกนี้กากี่นั้งหมด เพราะมันต้องทำรายการเอาใจคนดูชาวกรุง
แล้วก็คนเมือง ซึ่งเป็นกากี่นั้งด้วยกัน ส่วนพวกทองแดง
หรือออกลาวนี่หยุ่นก็มีไว้มั่งเป็นไม้ประดับไว้ออกข่าวภูมิภาคอะไรกันไป…ไม่เคยมีใครดูพวกมันหรอก

4.ไอ้พวกนี้ต้องแสดงออกทางสีหน้าท่าทางกวนตีนกันทุกตัว
อันนี้มันก็ไม่ได้เป็นมาแต่เกิดนะ พ่อหยุ่นสอนมัน
พ่อหยุ่นบอกว่าการทำรายการทีวีมันต้องมีภาษากายแบบรายการทีวีฝรั่ง
พวกมึงจะมานั่งทื่อมะลื่อนี่ไม่ได้ เอาให้คนดูเห็นๆว่าพวกมึงเกลียดโกรธ
บูชาๆคนที่มึงสัมภาษณ์ หรือกำลังพูดถึงให้เห็นตำตาเลย

ดังนั้นเวลาแก๊งเด็กนรกนี่ออกหน้าจอมันก็ทำตามพ่อหยุ่นมันฝังใส่กบาลมานั่นแหละ…

เดี๋ยวไปว่าต่อแต่ละตัว อันนี้ถือว่าแทรกมุก ให้รู้จักแบ็คกราวนด์ตัวละครพอสังเขป



พื้นฐานไอ้ฮุยนี่ก็ไม่ได้เป็นนักข่าวสนามมาเหมือนไอ้หนก
ความคิดความอ่านการเมืองก็ไม่มีห่าอะไรเลย
ก็เหมือนเด็กทั่วๆไปที่เกิดแล้วรู้ความสมัยป๋าเป็นนายกฯ
คือวันๆก็โดนกรอกหูกรอกตาด้วยเรื่องซาบซึ้งน้ำตาไหลพราก

ไอ้ฮุยนี่เป็นเอามากถึงขั้นเมียมันจะคลอดวันที่14ธันวานะ
แล้วมันนี่ได้ชื่อว่าเป็นคนกลัวมอสระเอียชนิดได้โล่กับเขาคนหนึ่ง
ยังอุตส่าห์พาเมียไปผ่าลูกออกก่อนกำหนด
คุณๆเดาไม่ผิดหรอกมันผ่าออกตอนวันที่5ธันวาคมพอดี๊พอดี

เพราะงั้นเวลาไอ้ฮุยเล่าข่าวว่าไอ้เหลี่ยมจะล้มล้าง
หรืออีเพ็ญจะจับอาวุธลุยถั่วล้มล้าง หรือไอ้พวกเสื้อแดงหมิ่นอะไรต่างๆนี่
มันก็เลยจะออกมาธรรมชาติมากๆ อันนี้พ่อหยุ่นไม่ต้องล้างสมองมา มันเป็นงี้มาแต่เกิด

แล้วเพราะความฟ่ามของไอ้ฮุย ไอ้หนก
จอมขวัญที่ว่ามันไม่มีพื้นฐานงานข่าวสนามมาก่อนหนึ่งหละ
แล้วก็ไม่เคยผ่านการเป็นเด็กแอ๊คทิวิสต์ในมหาลัยมาด้วยหละ
ไอ้สิ่งที่เรียกว่าconceptual frameworkของมันเรื่องของกิจการบ้านเมือง
เรื่องในเชิงidealisticsอะไรทั้งหลายแหล่เพื่อประเทศชาติบ้านเมือง
เพื่อสังคมส่วนรวม เพื่อคนด้อยโอกาสคนยากคนจนนี่เลยไม่ต้องมี

ไอ้สองตัวเหี้ยนี่ เวลามันมองไปเจอพวกเสื้อแดงมาม็อบทีกันเป็นแสนหลายแสนนี่
ที่มันคิดคือพวกห่านี่มากันตั้งสามแสนคน หัวห้าร้อย คูณกันแล้ว
ไอ้เหลี่ยมต้องควักจ่ายเท่าไหร่วะ?….

ขี้ชัดๆนะในหัวไอ้พวกเหี้ยนี่

การทำรายการทางเนชั่นมันก็เลยออกมาอย่างเห็นๆ
แม่งจะแสดงภูมิปัญญาอะไรได้เพื่อประเทศชาติบ้านเกิด
คุณคิดเหรอว่างาช้างมันจะงอกออกมาจากปากหมาเน่าๆอย่างไอ้เหี้ยสองตัวนี่

ไอ้หนกก็นะ ตอนแรกทำรายการไอ้เผือก
เป็นลูกไล่ไอ้เผือกออกแนวหงิมๆคนก็เอ็นดูสงสารมัน มันก็เอาใหญ่อ้อนแฟนๆว่า
ผมเป็นคนจีนก็จริงแต่ยากจนอนาถา ตอนเด็กมีแฟนอยู่คน
มีปัญญาแค่ซื้อแอ็ปเปิ้ลให้กิ๊กกินลูกเดียว
จากนั้นก็พลัดพรากจากกัน…พอมามีหนังแฟนฉันเข้าโรงดังบึ้ม
ไอ้นี่ก็เข้าไปเขียนประกาศในห้องเฉลิมไทย เวบไซต์พันทิป
สะดีดสะดิ้งบอกอยากพาแฟนฉันสมัยเด็กไปตีตั๋วดูหนังรำลึกความหลังกัน….ไอ้ดอก!ลูกผัวเค๊ามีมันคิดมั่งมั๊ย

 

นอมินีของกนก-ลักขณา รัตน์วงศ์สกุล
อดีตเลขานุการผู้บริหารเครือNATION ภรรยาของกนก รัตน์วงศ์สกุล
ตอนนี้เป็นกรรมการบริหารบริษัทเนชั่นบรอดแคสติ้ง
จำกัด(มหาชน)-NBCหุ้นน้องใหม่ที่กำลังเปิดขายในตอนนี้
และจะเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นMAIในวันที่11พ.ย.นี้
ขณะที่"เมีย"เป็นกรรมการบริหารบริษัทนั้น
กนกซึ่งเป็น"สามี"สวมบทคนเล่าข่าวของเนชั่นได้โหมโฆษณาผ่านทางทีวีและวิทยุเนชั่นเกินจริงให้คนซื้อแล้วจะ"รวยเละ
รวยไม่รู้เรื่อง" ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และขัดแย้งทางผลประโยชน์
มีโทษจำคุก 2 ปี ที่สำคัญคือ"น่าเกลียด"!(อ่านรายละเอียดข่าวนี้

คลิ้่กที่นี่
)

ไอ้พวกเฉลิมไทยก็สะดีดสะดิ้งตอแหลลุ้นไปกับไอ้เหี้ยหนกกันยกใหญ่
ติดตามกันเหมือนละครน้ำเน่าหลังข่าวพระราชสำนัก
เอาไปเอามาไอ้หนกต้องเอาจริงเพราะแรงยุของพวกสะดีดสะดิ้งปัญญาสะตึในเหลิมไทย
ผู้หญิงเขาไม่ยอมออกมา ไอ้ห่ารากนี่เอารถไปตามเขาถึงบ้าน
ลากเมียเขาออกมา…ผัวเขาก็นั่งกัดฟันกรอดๆรออยู่ที่บ้าน ไอ้เชี่ย แฟนฉันก็จริง
แต่อีนี่มันเมียกูนะสัดดด…!

ส่วนเมียไอ้หนกก็เรื่องรัยจะปล่อยแม่งไปแหววกับแฟนฉันสองต่อสอง แฟนฉันก็ใช่
แต่ไอ้หนกนี่ผัวกูนะอีดอก มันก็เลยไปนั่งคั่นกลาง…คนทั้งโรงก็ดูไปฮากันไป
ส่วนไอ้หนกกับเมียพร้อมกิ๊กนี่นั่งหายใจฟืดฟาดๆๆ กว่าจะจบเรื่องได้
ลงท้ายไอ้เจี๊ยบอีน้อยหน่าไม่แฮปปี้เอ็นดิ้งยังไง

ไอ้หนกกับเมียมัน รวมทั้งแฟนฉันและผัวเขา ก็แทบจะบ้านแตกฉันนั้น…

กลับมาฝั่งไอ้เผือกมั่ง ตอนนี้ต้องใช้คำว่าเสี่ยนำหน้าแล้ว
เพราะรายการถึงลูกถึงเมียฮิตระเบิด
เจ๊มิ่งก็เลยจะเปิดรายการใหม่ให้เป็นเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์
ไอ้เผือกเลยต้องไปทาบไอ้หนกมาเป็นลูกไล่ที่ช่อง9 ไอ้หนกเลยได้อาศัยเกาะไอ้เผือกดัง
เพราะมันทำตัวน่าเอ็นดูให้ไอ้เผือกสับโขกเล่นเป็นที่บันเทิงของคนดู

ไอ้เผือกก็สร้างวีรกรรมไว้เยอะที่ช่อง9อย่างรู้ๆกัน เรื่องเงินๆทองๆทั้งนั้น
ทั้งอมเงินค่าโคดสะนา100กว่าล้าน
ทั้งเรื่องให้คนดูส่งSMSมารายการแล้วแทนที่มันจะแบ่งให้ช่อง9เขา
ไอ้ห่ารากนี่อมซะเอง ไหนจะเรื่องtry in
หรือโคดสะนาแฝงเวลาเชิญแขกเชิญใครมาออกรายการที่พอจะมีตังค์ไถได้

แต่คุณงามความดีมันก็มากคือมันสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้วงการเยอะมาก
แล้วก็ให้ผมพูดตรงๆนะ มันสลัดเงาของหยุ่นได้พอสมควร
คือไม่ต้องเป็นขี้ตีนรับใช้เป็นหุ่นยนต์พิฆาตให้หยุ่น
ดังนั้นพวกเสื้อแดงอาจจะไม่ถูกใจมัน แต่อย่าลืมว่าไอ้พวกเสื้อเหลืองก็ด่ามันยับ
หาว่ามันเป็นคนของระบอบทักษิณ…ผมว่ามันก็ตรงไปตรงมา
อย่างตอนไอ้พวกเหี้ยเหลืองยึดสนามบิน มันก็เล่นตรงๆว่า80ลำนะเว้ยเฮ้ย
พวกมึงยึดเขาไว้ มันก็กดดันให้เหี้ยเหลืองปล่อยเครื่องบินตัวประกันได้
พวกมุสลิมก็ได้ไปเมกกะห์ก็เพราะมันออกแรง ไม่งั้นก็แห้งตายอยู่สุวรรณภูมิ….

ไอ้เผือกนี่อย่างน้อยมันก็มีพื้นฐานนักข่าวสนามมา มันมีconceptualของมัน
ถึงใครจะด่าว่าออกดัดจริต แต่การที่มันเน้นเรื่อง”สามัคคีประเทศไทย รักในหลวง
บลาบลาบลา”…ผมก็ว่ามันไม่ได้เหี้ยเหมือนไอ้หนก ไอ้ฮุยที่มีแต่”คอนเซ็ปชั่ว”ลูกเดียวนะ
ว่ามั๊ยสัดดด?

ว่ากันตรงๆคือมันก็คือ”พ่อค้า”คนหนึ่งแหละ
มันถือตำรากากี่นั้งว่า”กินขี้หมาดีกว่าค้าความ”มันไม่อยากหาศัตรู
จะได้ทำมาหาแดกไปได้เรื่อยๆ แสดงออกว่ากรูเดินสายกลาง ไม่เข้าใครออกใคร

แต่อย่ามีลูกหลุดถึงตีนกูนะ อย่างรถแก๊สดินแดงตอนสงกรานต์
มันก็ต้องตามน้ำว่า”ก็นี่แหละครับ!”ซักหน่อย….ไอ้เรื่องจะเหี้ยก็คือว่าการที่จะสืบเสาะหาข้อเท็จจริงนี่เสือกไม่ทำ
ว่ากันไปตามกระแส ไม่รู้แม่งจริงไม่จริง มันก็ตามน้ำไปก่อน..”ก็นี่แหละครับ
คุณผู้ชมครับ
”…มึงก็ทำการบ้านหน่อยซีว้าไอ้เผือก….อย่าเสือกมักง่าย
มึงมักง่ายก็ต้องโดนกูด่า …ก็นี่แหละครับ

หลังรัฐประหาร19กันยา เจ๊มิ่งไป ไอ้เผือกก็หลุดช่อง9
ไปประจำช่อง3มันก็ไม่เดือดร้อนหรอก ก็ยังเป็นเสี่ยเหมือนเดิม
จะเดือดร้อนหน่อยก็ไอ้เตี้ยหนกนี่เสือกด่าไล่หลังเพื่อนว่า”กูทำงานกับคนโกงไม่ได้”

..อ้าว!ไอ้เตี้ยนี่ออกลายเนรคุณเพื่อน มาได้เกิดช่อง9ก็ไอ้เผือกลากมา
ไม่งั้นก็แคระตายอยู่ช่องเนชั่น พอเพื่อนล้มไอ้เตี้ยโดดข้ามไม่พอ แม่งขอตื้บฟรี1ดอก
ไอ้สัดดด

พอหลัง19กันยาก็อย่างที่เห็นคือไอ้หนกคนเดียวไม่พอ ไอ้ฮุยตามมาด้วย จอมขวัญตามมาติด
หยุ่นตัวพ่อก็มาโผล่ เล่นแม่งเป็นลูกระนาด3 5 7 9 NBT ส่วนTPBSนี่ให้หย่องแดกเรียบ
เพราะมันมีข้อตกลงกับปีศาจอย่างที่ผมว่ามาก่อนๆนี้

บางทีหาเรื่องเล่นไม่เจอ ไอ้ฮุยก็มามุกด้านๆเลย
บอกได้ฟอร์เวิร์ดเมล์จากทางบ้าน(ก็ไอ้พวกเหี้ยเหลืองนะแหละ)บอกวันนี้ให้ใส่เสื้อเหลืองทั้งประเทศนะ
เพราะหมอผีเขมรเล่นของสะกดเมืองไทยให้ยกเขาพระวิหารให้มัน….ขอเชิญชวนประชาชนไทยนะครับทั้งชาติแค่รวมใจใส่เสื้อเหลืองแก้เคล็ด
วันนี้เห็นมั๊ยผมยังใส่เสื้อเหลืองออกทีวีเลย


วีณารัตน์ แซ่เล้านั่งจัดคู่ด้วยอายก็อาย
ทุเรศก็ทุเรศเลยแขวะไอ้ฮุยว่าเธอนี่ก็เป็นเอามากนะ จะเล่นของไปถึงไหน
เมืองไทยก็มีพระสยามเทวธิราชปกป้องคุ้มครองอยู่แล้ว
ไอ้ฮุยนี่มีเคืองออกหน้าจอให้เห็น พอพักโคดสะนากลับมามันก็แก้ตัวดิบๆเลยว่า
หันไปเล่นมุมว่ากูนี่ไม่ได้บ้าไสยศาสตร์เว้ย กูนี่ก็วิทยาศาสตร์เหมือนกัน

ว่าแล้วไอ้ฮุยก็เล่าข่าวว่า นอกจากเรื่องไสยดำมนต์เขมรแล้วเนี่ย
พอดีวันนี้เกิดสุริยุปราคาด้วย แล้วก็เล่าว่าอันนี้เป็นปรากฎการณ์ทางวิทยาศาสตร์นะ
โลกบังดวงจันทร์บังอาทิตย์กี่องศาฟิลิปดาห่าเหวยาวเลย วีณารัตน์
แซ่เล้าได้ทีแขวะว่า”อ่า ไปดูสุริยุปราคานี่ไม่ต้องใส่เสื้อเหลืองดูหรอกนะ…”

ไอ้ฮุยเสือกไม่ขำ รายการจบพอดี วีณารัตน์ แซ่เล้าโดนไอ้ฮุยตบคว่ำหรือเปล่า
ข่าวไม่ได้แจ้ง

*****
สาวสัมพันธ์โฉ่หยุ่น+เปรม+มาร์ค




 

สงขลาคอนเน็คชั่น-พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยเชียร์อภิสิทธิ์
เวชชาชีวะไว้ว่า เป็นโชคดีของคนไทยที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี
ซึ่งความจริงก็คงใช่ โดยเฉพาะคนไทย ชาวสงขลาบ้านเดียวกับเปรมที่ชื่อว่าสุทธิชัย
หยุ่น

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 พฤศจิกายน 2552

 

รายงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน(investigative
news)ชุด"เปิดโปงเนชั่นปั่นหุ้นจองNBC" เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายในวันนี้
หากให้ว่ากันตามตรงแบบปลงๆก็คงต้อง"ชี้ลงไปให้ชัดๆ"ว่า
เราไม่ได้หวังว่าจะพึ่งพาก.ล.ต.หรือกระบวนการยุติธรรมประเทศนี้ได้หรอก
แต่ผู้อ่านทุกท่านนั่นเองที่จะช่วยกันใช้พลังทางสังคมกดดันให้เกิดความยุติธรรมทางสังคมได้
เราไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆหากท่านผู้อ่านจะเผยแพร่ข่าวชิ้นนี้ออกไปให้มากที่สุด
เป้าหมายสำคัญอันดับแรกคือเพื่อน หรือครอบครัว
หรือคนที่ท่านรู้จักที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย
และสาธารณชนชาวไทยที่เสียหายร่วมกันจากพฤติการณ์ของเนชั่นกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
และเปรมผู้มีเงาทอดทมึนอยู่ฉากหลัง

องครักษ์พิทักษ์เปรม ล่าสุดแก้ต่างให้กรณีสัมพันธ์ล้ำลึกหนุ่มเสก

กล่าวกันว่าคนปักษ์ใต้นั้นรักพวกรักพ้องในปริมาณและคุณภาพที่สูงกว่าคนในภูมิภาคอื่นๆ
และว่ากันอีกว่าในบรรดาคนปักษ์ใต้ที่รักพวกรักพ้องมากนั้น คนสงขลารักพวกพ้องมากสุดๆ
และในบรรดาคนสงขลาที่รักพวกพ้องสุดๆนั้น
คนที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์นั้น
เป็นที่สุดของที่สุดในด้านนี้


ในวิชาชีพนักสื่อสารมวลชนนั้น สุทธิชัยมักสั่งสอนคนข่าวเครือเนชั่นว่า
คนที่เป็น"บุคคลสาธารณะ"นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ
โดยไม่มีข้อยกเว้น…แต่สุทธิชัยก็มักยกเว้นให้พลเอกเปรมเสมอ

ไม่เพียงยกเว้นให้ แต่ในทุกโอกาสที่อำนวยให้
สุทธิชัยจะทำหน้าที่เป็นองครักษ์ให้พลเอกเปรมโดยตลอดเช่นกัน

ซึ่งก็รวมทั้ง"ข่าวร่ำลือ"มานานหลายทศวรรษเรื่องความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาของ"เปรมVSหนุ่มเสก"

เมื่อไวๆนี้สุทธิชัย หยุ่นเพิ่งเขียนลงบล็อกของเขา
เมื่อ 30 พฤษภาคม 2552 เพื่อแก้ต่างให้กับเปรม
โดยยกบทสัมภาษณ์ที่ไทยโพสต์ตีพิมพ์สัมภาษณ์"หนุ่มเสก"เสกสรร ชัยเจริญ
ที่ตกเป็นขี้ปากของคนมาตลอดว่าสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ"ป๋าเปรม"

เปิดใจเป็นครั้งแรกเมื่อ "หนุ่มเสก" หรือ "เสกสรร ชัยเจริญ"
อดีตนักร้องชื่อดังเปิดเผยให้ "ไทยโพสต์" ทราบถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "ป๋า"
พลเอกเปรม ติณสูลานนท์…6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบ "ป๋า" ทรมานใจ
และรักเหมือนพ่อ

ตอนหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ที่ "หนุ่มเสก" บอกอนุญาตให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ตีพิมพ์คือ

 

"ถ้ากล้าถาม ก็กล้าตอบ และยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เอ้า…พูดตรง ๆ เลยว่า
แค่หอมแก้ม
เพราะผมเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อ ผมรักท่านเหมือนพ่อ
ท่านเป็นผู้มีพระคุณ…6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบป๋า…มีคนพยายามกีดกันไม่ให้พบ…"

เชิดชูครูเปรมเอาใจเต็มพิกัด



อาจจะเป็นเพราะมีหนังสือเกี่ยวกับพลเอกเปรมในทำนองเชิดชูยกย่องไปเยอะแล้ว
สุทธิชัยก็เลยพิมพ์หนังสือ"ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ"ที่พลเอกเปรมบอกว่ารักเคารพเหมือนพ่อเพื่อเอาอกเอาใจเปรม

หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ในนามของสำนักพิมพ์เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด มหาชน
ของสุทธิชัย ซึ่งนับเป็นกรณีพิเศษ
เพราะปกติสุทธิชัยมีสำนักพิมพ์อยู่แล้วคือสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์
แต่คราวนี้พิมพ์ในนามบริษัทมหาชนเสียเลย

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกและวางขายในเดือนตุลาคม 2549
พูดง่ายๆว่าหลังรัฐประหารยึดอำนาจ19กันยายน 2549เพียงไม่กี่วัน

พลเอกเปรม ได้เขียนคำนิยม ในหนังสือ "ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ "ตอนหนึ่งไว้
ว่า….."สำหรับผม ครูเคล้าเป็นมากกว่าครู ครูเคล้าเป็น
"ทั้งครูและพ่อผมในเวลาเดียวกัน"

"คราใดที่ครูเคล้ามองผม ผมจะมองเห็นแววตาแห่งความรัก
ความเมตตาความห่วงอาทรของครูเคล้าเสมอ คราใดที่สั่งสอนผม
ผมจะได้ยินคำสั่งสอนที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี ห่วงใย และบริสุทธิ์
เหมือนพ่อสั่งสอนลูก ผมจึงรักครูเคล้ามาก และจากสายตาและคำพูด ผมรู้ว่า
ครูเคล้าก็รักผมมาก"

ครูเคล้าเป็นครูประจำโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา บ้านเกิดเปรม ซึ่งเปรมบอกว่า
เป็น"ครูผู้มีส่วนสำคัญสำหรับชีวิตผม ทำให้ผมเป็นผมจนถึงทุกวันนี้"

หลังรัฐประหาร19กันยายน2549
สุทธิชัยหยุ่นได้เวลาเข้าไปทำรายการทางฟรีทีวีแทบทุกช่องคือ 3 5 9 11
ส่วนTPBSเทพชัย หย่อง น้องชายเข้าไปทำ
และกลายเป็น"จุดเด่น"สำคัญให้เขานำมาเป็นข้อมูลชี้ชวนขายหุ้นจองNBCในช่วงนี้

ไม่มีใบเสร็จ
ไม่มีหลักฐานใดๆว่าเปรมเป็นผู้ดลบันดาลรายการฟรีทีวีต่างๆให้สุทธิชัยเนชั่นหรือไม่
เพราะเรื่องอย่างนี้ไม่ต้องมีหลักฐานใด
แต่คนที่ยังมี"สามัญสำนึก"ไม่บกพร่องก็เชื่อมโยง และสรุปฟันธงไม่ยากนัก

เป็นขาใหญ่วงการสื่อเคลียร์ให้นักข่าวสยบรัฐประหาร19กันยา

 

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้วก็พี่มานิจ สุขสมจิตร
ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา
แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามพวกต่อต้านมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซส
ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว
ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือเรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็รู้อยู่ว่ามันเกลียดเหลี่ยมเป็นขี้
แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น
เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด
สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย…เชี่ยมั๊ยหละสัดด



หลังเกิดการรัฐประหาร19กันยายนใหม่ๆ
ทางเปรมและคณะรัฐประหารอยากตอบแทนสื่อที่ช่วยกันโค่นล้มทักษิณ
จึงยื่นข้อเสนอให้ตัวแทนสมาคมสื่อ3สมาคมเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิจิบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

ตัวแทนสมาคมสื่อตอนนั้นมี

 

-ภัทระ คำพิทักษ์ จากโพสต์ทูเดย์ เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ
-ตัวแทนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีบัญญัติ ทัศนียเวศ เป็นประธานสภา
-ตัวแทนของสมาคมนักข่าวโทรทัศน์วิทยุ มีสมชาย แสวงการ เป็นนายก

เรื่องไม่ได้ง่ายนัก เพราะนักข่าวภาคสนาม53คน ส่วนใหญ่เป็นนักข่าวสายประจำรัฐสภา
และเป็นคนข่าวค่ายเนชั่นซะเยอะ แสดงความไม่เห็นด้วย
ทั้งล่ารายชื่อคัดค้านอยากให้ตัวแทนสมาคมถอนตัว เพราะไม่อยากให้เกิดconflict of
interst
หรือเป็นภาพน่าเกลียดว่าสื่อโค่นทักษิณสำเร็จแล้วมารับรางวัลจากคณะรัฐประหาร

ผู้ใช้นามแฝง"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"เขียนถึงฉากตอนนี้ในบทความชุด"ลากไส้สื่อเห้"อันลือลั่นของเขาไว้ว่า…คือโดยปกติอาชีพสื่อนี่ไม่เคยนะครับที่จะร่วมมือกับฝ่ายอำนาจฝ่ายการเมืองกันแบบนี้
ยิ่งเป็นตัวแทนสื่อแล้วแม่งน่าเกลียด
ก็ถึงขั้นที่ว่ามีการเขียนในข้อกำหนดว่าห้ามนักข่าวไปดำรงตำแหน่งการเมือง

แต่ไอ้เหี้ยนายกสมาคมนักข่าวนี่เสือกหน้าด้านอยากเป็นขึ้นมา
แต่จะเป็นคนเดียวแม่งก็จะน่าเกลียด เลยทำฟอร์มว่าขอไปปรึกษาพรรคพวกหน่อยนะท่านบัง
เสร็จก็มาล็อบบี้นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ คือไอ้เอ๋สมชาย
แล้วก็เจ๊หยัดตอนนั้นเจ๊เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์ ไอ้เหี้ยนี่ก็ไปโน้มน้าวว่า
ตอนทักษิณนี่พวกเราโดน"คุกคามสื่อ"เยอะ
มาตอนคมช.ปฏิวัติก็บอกให้พวกเราใช้วิจารณญาณห้ามออกข่าวเหลี่ยมเด็ดขาด
หากใครฝืนออกบังมันจะมาใช้วิจารณญาณแทนพวกเราคือสั่งปิดหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ

นี่บังเขาก็มีไมตรีเชิญไปเป็นสนช.
ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เข้าไปปกป้องไม่ให้คุกคามสื่อ เพราะมันมีกฎหมายเยอะแยะ
อย่างน้อยพวกเราก็จะได้ท้วงหากกฎหมายไหนออกมาคุกคามสื่อ….(ดูมันตอแหล!)

เจ๊หยัด(บัญญัติ ทัศนียเวช)วงการรุ่นหลังเขาเรียกป้าหยัด
แต่ผมเรียกเจ๊หยัดก็บอกว่าชั้นไม่เอาด้วยหรอก
สื่อที่ไหนเคยไปเป็นตำแหน่งการเมืองแบบนี้ มันมีconflict of interest
เธอว่าไงเอ๋?(หันมาถามสมชาย นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์) ไอ้เอ๋แม่งแสบครับ
แทนที่จะค้านเหมือนเจ๊หยัด ดันข้างๆคูๆเข้าข้างไอ้ภัทระ เลยเสร็จโจร…

เจ๊หยัดก็ตกกระไดพลอยโจร คือหากจะเป็นก็ต้องเป็นทั้ง3สมาคม หากเจ๊หยัดถอน
ไอ้2ตัวนั่นอดแดกไปด้วย แกก็ไม่อยากมีปัญหากับเด็กรุ่นหลัง ก็เอาวะเป็นก็เป็น
แต่อย่าทำให้น่าเกลียดก็แล้ว ต้องอธิบายสังคมให้ได้

สรุปแม่งก็กลับไปหาบังว่า บังครับที่บังเชิญผมเป็นสนช.นี่ "ผมขอสาม"
เพราะพวกผมสมาคมสื่อมี3สมาคมไปไหนไปด้วย ถ้าคนหนึ่งไม่ไป มันก็ไปด้วยกันไม่ได้
บังก็กัดฟันยกให้สามต้องไปตัดโควต้าเด็กเส้นเด็กฝากลงเพียบ เพราะถ้าได้ใจสื่อ
ต่อไปอะไรมันก็โล่ง ทำชั่วก็ผ่อนเบา ทำดีแม่งก็ตีปี๊บเชียร์
ปากกาอยู่ในมือพวกมัน…

แต่เรื่องก็ไม่หวานคอเหี้ยซะทีเดียวหรอก…

ความที่มันกระสันก็ดันไปปล่อยข่าวไปทั่วว่า กูจะได้เป็นสนช.กินเงินเดือนแสนสองโว้ย
เรื่องมันก็หึ่งออกไป
พวกนักข่าวสนามแถวใต้ถุนสภาก็เฮ้ย!นายกสมาคมกูเหี้ยแล้วมั๊ยสัดด
ดันมารับใช้ทหารที่ปฏิวัติเข้าไปนั่งในสภาซะเอง
แล้วงี้สื่อก็โดนด่าสิว่าตกลงพวกมึงจะเป็นเหี้ยอะไรแน่ระหว่างสื่อกับนักการเมือง
จะเป็นสื่อหรือเป็นเบ๊คณะปฏิวัติ…..

ไอ้พวกนี้ก็รวมหัวกันเขียนหนังสือหางว่าวส่งไปต่อต้านว่า
พวกกรูไม่เห็นด้วยที่นายกสมาคมจะไปเป็นสนช. ให้พวกมึงถอนตัวก่อนจะเสียหายวงการ

ไอ้ภัทระก็นะ คนมันเงี่ยนได้ที่หงี่เต็มพิกัด ก็วิ่งหาผู้ใหญ่ในวงการสื่อ
เพราะมันเป็นนายกสมาคม แต่เด็กนักข่าวในสนามก่อกบฎเข้าให้แล้ว(ก็มันเหี้ย
เขาก็ต้องก่อกบฎ)

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้วก็พี่มานิจ สุขสมจิตร
ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา
แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซส ตรงหลานหลวง
ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว
ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือเรอะ
เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็รู้อยู่ว่ามันเกลียดเหลี่ยมเป็นขี้
แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น
เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด
สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย…เชี่ยมั๊ยหละสัดด

ไอ้พวกนักข่าวสนามก็ใบ้แดก
เพราะไอ้พวกที่ลงชื่อในบัญชีหางว่าวต่อต้านในงานนี้นี่..ก็ลูกน้องกินเงินเดือนหยุ่นซะเยอะ
มันก็ไปไม่ถูก เลยบอกงั้นเอางี้
ให้พวกนายกสมาคม3ตัวนี่ลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมสื่อซะ แล้วก็จะไปเป็นอะไรก็ไป
หากไม่ลาออกแล้วถ่างขาควบ2เก้าอี้นี่อย่าเลย พวกกูอายหมามัน….

สรุปพวกนายก3สมาคมยอมลาออกจากตำแหน่งสมาคมสื่อ ไปเป็นสนช.เงินเดือนคนละแสนสอง
สุทธิชัยก็คาบข่าวไปบอกใครบางคนว่า

"ผมเคลียร์พวกสื่อกบฎจบแล้วครับป๋า…"

เปรมกับสื่อโล้นโยนมุกรับมุกกันสนุก ปากมันภาษีกลายเป็นค่าโฆษณา
เชิดชูเผด็จการระรานเสื้อแดง



นอกจากเปรมจะประเคนฟรีทีวีให้หยุ่นเป็นรางวัล และเป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายเผด็จการ
คอยระรานดิสเครดิตกระทืบฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว
ก็ยังมีลูกเล่นมีน้ำจิ้มมีชุดใหญ่ประเคนให้หยุ่นตามมาอีกเพียบ

ก็อย่างเช่นโทรทัศน์เนชั่นแชนัลของนายสุทธิชัย หยุ่น
ซึ่งอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเอกเปรมมักจะคว้าสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการที่อภิสิทธิ์ไปเกาะโพเดียมพูดทุกนัด
ยังกับหวยล็อกไว้ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ถ่ายทอดสดฟรี แต่มีค่าใช้จ่าย
ซึ่งแน่นอนว่าคนจ่ายคือรัฐบาลอภิสิทธิ์(แน่นอนอีกทีคือมาจากภาษีประชาชน)
หลายครั้งทางเนชั่นก็เป็นคนครีเอตeventพวกนี้ขึ้นมากับมือ

จะบอกว่าน้ำขึ้นให้รีบตักก็ได้ แต่เอาให้ตรงกว่าก็คือทำเหมือนตายอดตายอยากมานาน
พอโค่นรัฐบาลประชาชนเลือกตั้งมาได้ และเอาพวกตัวเองขึ้นได้
ก็มูมมามสวาปามกันเต็มพิกัด จนเข้าข่ายน่าเกลียด พรรคพวกวงการสื่อ
และพวกเอเยนซี่ร้องเซ็งกันเป็นแถว เพราะยุคนี้อะไรๆก็ต้องประเคนให้เนชั่น…

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีจริงๆ

***********
ไม่อยากตกเป็นเหยื่ออย่าหลงเชื่อสื่อโล้น มิฉะนั้นอาจเป็นเช่น"รุ่งเรืองกิจ"




 

ทางโลก+ทางธรรม-สุทธิชัย หยุ่น แสดงตนว่าหันมาสมาทานทางธรรม
โดยมีบทบาทใกล้ชิดพระว.วชิรเมธี เจ้าของวาทะ"ฆ่าเวลาบาปไม่น้อยกว่าฆ่าคน"
และพระติช นัท ฮันท์ สงฆ์เวียดนามที่กำลังเดินทางเยือนไทยในช่วงนี้
ส่วนทางโลกนั้นเขาแสดงบทบาทโดยเปิดเผยว่าเป็นอริกับทักษิณ ชินวัตรและเครือข่าย
และเลือกข้างพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รวมทั้งสมุนบริวารอย่างนายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะอย่างแนบแน่น

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
เผยแพร่ครั้งแรก 13 ตุลาคม 2553

"สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ"สาปส่งขายหุ้นเนชั่นยอมขาดทุน200ล.ขายทิ้ง
โอดโดนหลอกมาติดดอย

นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป
จำกัด (มหาชน)-NMG และประธานกรรมการกลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7
ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ขายหุ้นเนชั่นฯ ซึ่งถืออยู่ 29.44 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 17.87%
ของทุนจดทะเบียน ในราคาหุ้นละ 9 บาท หรือคิดเป็นเงินประมาณ 260 ล้านบาท
โดยเป็นการขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นางสมพรกล่าวว่า ขาดทุนจากการขายหุ้นครั้งนี้มากกว่า 200 ล้านบาท
หากเทียบกับราคาหุ้นที่เข้าซื้อครั้งแรกเมื่อตอนเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทแห่งนี้ประมาณปี
2546 ที่ระดับ 11.50-17.50 บาท หรือซื้อมาประมาณ 500 ล้านบาท

ประธานกลุ่มไทยซัมมิทกล่าวว่า เข้ามาถือหุ้นของบริษัท
เนชั่นฯเพราะได้รับการชักชวนจากผู้บริหารของกลุ่มเนชั่นให้เข้ามาซื้อโดยบอกว่าผลประกอบการดีจะมีปันผล
แต่ปรากฏว่าได้เงินปันผลเพียง 10 ล้านบาท ในปี 2547 เพียงปีเดียว
และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่ได้รับเงินปันผลอีกเลย
จึงตัดสินใจขายหุ้นเพื่อนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า

นายเสริมสิน สมะลาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แนเชอรัลพาร์ค จำกัด (มหาชน)
เปิดเผยว่า เขาและกลุ่มเข้าชื้อหุ้น NMG หรือ เนชั่น จาก นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ
จำนวน 17.8 % ว่า เป้าหมายของกลุ่ม ต้องการลงทุน เนื่องจากมองว่าธุรกิจสื่อ
มีอนาคตสดใส และเนชั่นเป็นกลุ่มธุรกิจสื่อที่มีความหลากหลายทั้งด้านเนื้อหา
และช่องทาง อีกทั้งเป็นสถาบันสื่อ ที่ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ
และจัดโครงสร้างธุรกิจเช่นเดียวกับ
บรรษัทข่าวระดับโลกอย่างนิวส์คอร์ปของนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อก

เปิดปูมเนชั่นหักเหลี่ยมจึงรุ่งเรืองกิจ NBCที่มั่นใหม่หยุ่น

ก่อนหน้านั้นคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่านักการเมืองเครือข่ายทักษิณ
ชินวัตรเข้าไปพยายามเทกโอเวอร์เนชั่นจากนายสุทธิชัย หยุ่น เพื่อครอบงำกิจการ
เพราะไม่พอใจที่เนชั่นมักโจมตีทักษิณตลอดเวลา
แต่เมื่อปีที่แล้วไทยอีนิวส์ได้เปิดเผยเบื้องหลังการเข้าซื้อกิจการของนางสมพร
จึงรุ่งเรืองกิจว่า ความจริงถูกกลุ่มนายสุทธิชัยชักชวนเข้าไปเอง
โดยอาศัยความมสัมพันธ์ทางการแต่งงานของ2ฝ่าย อ้างว่าผลประกอบการดีมีปันผลสม่ำเสมอ
แต่พอเข้าไปซื้อแล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะได้ปันผลหนเดียว ผลดำเนินงานแย่ลงต่อเนื่อง
กลุ่มสุทธิชัยยังขายตึกเนชั่นทิ้ง และปล่อยให้กิจการแย่ลง ราคาหุ้นร่วงต่ำ
ขณะที่ได้ไปตั้งบริษัทย่อยในเครือขึ้นใหม่ชื่อNBC
และยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปที่บริษัทใหม่แทนNMG

ไทยอีนิวส์เปิดเผยเรื่องนี้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552 ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

"จึงรุ่งเรืองกิจ"โอดครวญเสียท่า
ถูกประธานเนชั่นหว่านล้อมให้เข้ามาซื้อหุ้นเนชั่นมัลติมีเดีย(NMG)
หลังเกี่ยวดองผ่านการแต่งงานหวังเป็นทองแผ่นเดียวกัน
จากนั้นโดนตลบหลังโชว์ผลขาดทุนอ่วม แถมขายตึกNATION TOWERทิ้ง
จนไม่เหลืออะไรมีค่าแล้ว ตอนนี้ขาดทุนทางบัญชี50%ติดแหง็กบนดอย
พ้นทุนเมื่อไหร่ขอขายทิ้งสาปส่ง เผยของดีๆมีกำไรยักย้ายไปให้NBCบริษัทลูกหมด
สุดท้ายบริษัทแม่ทำสิ่งพิมพ์กำลังกลายเป็นอดีต ส่วนอนาคตคือเนชั่นทีวี



 

สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่NMG:บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว
เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว
ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร
ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี
หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น



 

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของสมพร:
เราเข้ามาซื้อหุ้นNMGเพราะพี่สาวผมแต่งงาน
คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG]
คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน
นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร
ไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลย ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ
คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ

 

บริษัทแม่เนชั่นกำลังทรุด
แต่เนชั่นทีวีคืออนาคตของสุทธิชัย หยุ่น?

ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจสื่อสารมวลชนเคยตกตลึงเมื่อเครือเนชั่น
ของสุทธิชัย หยุ่น ประกาศขายตึกเนชั่นที่บางนาเพื่อชำระหนี้ ถึงกับทำให้นายสมัคร
สุนทรเวช ที่เป็นขมิ้นกับปูนกับสื่อถึงกับ"โพล่ง"ออกมาในช่วงเขาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า"เนชั่นขายตึกใช้หนี้
กำลังล้มละลายแล้วหรือ?"

ต่อมามีสื่อบางฉบับลงข่าวทำนองว่าเนชั่นมีฐานะกิจการสั่นคลอน
ซึ่งในที่สุดก็ต้องลงแก้ไขข่าวในที่สุด เพราะเนชั่นมีการดำเนินการตามกฎหมาย
และต้องลงข่าวแก้ไขว่าฐานะกิจการยังมั่นคงแข็งแรงดี

จากการตรวจสอบของไทยอีนิวส์พบว่า ก็น่าให้นายสมัคร
หรือสื่อบางฉบับตั้งข้อสงสัยทำนองนั้นได้
เพราะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้ขายตึกออกมาชำระหนี้
และดูเหมือนฐานะกิจการจะไม่มั่นคงดังแต่ก่อน เพราะเมื่อเดือนมิถุนายน 2552
ที่ผ่านมา ฐานเศรษฐกิจถึงกับต้องปลดพนักงานออกชุดใหญ่ 60 คน
สะท้อนถึงฐานะกิจการได้ดี

เนชั่นก็มีการเปิดโอกาสให้พนักงานเกษียณโดยสมัครใจเช่นกัน
แต่ก็ไม่ถึงขั้นปลดชุดใหญ่แบบฐานเศรษฐกิจ
เนชั่นพยายามหาเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการทุกทาง
แม้แต่พาทัวร์ไปไหว้แดนพุทธภูมิที่อินเดีย
จัดกิจกรรมสอนคนที่อยากเป็นนักข่าวแล้วเก็บเงินค่าอบรม
หรือประเภทที่ว่าหาได้ทางไหนก็ต้องเอา แม้เป็นเงินเล็กเงินน้อย
อย่างขายวีซีดีสุทธิชัยไปเที่ยวต้นแม่น้ำโขง เป็นอาทิ

สิ่งที่ทำให้เนชั่นต่างจากฐานเศรษฐกิจก็คือ"เส้นสาย"และการแทงข้างทางการเมืองที่ชัดเจนและเนชั่นอยู่ข้างชนะในที่สุด
ผลจึงปรากฎว่าหลังรัฐประหาร19กันยา เนชั่นได้เข้าไปทำรายการฟรีทีวีแทบทุกช่อง คือ 3
5 9 11 (ไม่นับTPBSที่เทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่น เข้าไปบริหารเต็มตัว)
เพราะการเอื้อเฟื้อต่างตอบแทนจากผู้มีอำนาจทางการเมือง
รวมไปถึงงบการโฆษณาจากรัฐบาลที่ทุ่มเทมาให้
รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ(event)ที่ค่ายเนชั่นแทบจะผูกขาดเหมาจัด
และถ่ายทอดสดผ่านทีวีเนชั่น แล้วเก็บเงินจากรัฐบาลเป็นกอบเป็นกำ

แต่จุดสำคัญของเรื่องนี้คือ
ผลประโยชน์นั้นตกกับบริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBC
ที่เนชั่นตั้งขึ้นมาใหม่
และนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดMAI เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2552
ไม่ได้่ตกเป็นผลประโยชน์ของบริษัท
เนชั่นมัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือNMG บริษัทแม่
ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทร้พย์มาก่อนแต่อย่างใด

NBC จึงเป็นเสมือน"ฟูกนิ่มๆ"สำหรับสุทธิชัย
หยุ่น ส่วนNMGนั้น
มีกตระกูล"จึงรุ่งเรืองกิจ"มหาเศรษฐีแบกรับภาระไว้ด้วยความอ่วมอรทัย
ชนิดที่กลืนก็ไม่เข้า คายก็ไม่ออก ได้แต่กลอกตา

พนักงานเนชั่นรายหนึ่งที่ขอสงวนนามได้ยินดีเปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า
ยอดขายสิ่งพิมพ์ในเครือตกหนักมากในช่วง 4 ปีมานี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษTHE
NATION หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ และเนชั่นรายสัปดาห์
โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน
เนื่องจากคนใน2ภาคดังกล่าวมองว่าเครือเนชั่นเลือกที่จะเอียงข้างฝ่ายอำมาตย์
และรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอคติต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และผู้สนับสนุนทักษิณ
รวมทั้งพวกเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

"ยอดขายแย่มาก ขนกลับมากองพะเนินตลอด พนักงานเนชั่นขวัญกำลังใจตกต่ำมาก
ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเองต้องโดนบีบออก
ขนาดบริษัทขายตึกที่บางนาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพการณ์ดีขึ้นเลย"พนักงานเนชั่นกล่าว

ขณะนี้เนชั่นต้องหารายได้ทุกทาง เช่น
การจัดทัวร์ไปเที่ยวไหว้พระตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย
การจัดโครงการสอนอบรมนักข่าวเพื่อหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการ
แต่ที่ได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆคือการจัดอีเว้นต์ให้กับรัฐบาลชุดนี้
และโฆษณาผ่านรายการที่รัฐบาลให้เวลาไปทำทางฟรีทีวีช่องต่างๆหลังรัฐประหาร19กันยา
แต่เนชั่นไปบันทึกลงบัญชีเป็นกำไรของNBCที่เป็นบริษัทลูก
ส่วนNMGที่เป็นบริษัทแม่แสดงผลขาดทุน

 

ขายตึกเนชั่นหวังฟัน1,380ล้าน
แต่จบที่ราคา955ล้าน

เมื่อวันที่ 2 5มกราคม 2551 วงการสื่อก็ตกตลึง เมื่อนายธนะชัย สันติชัยกูล กรรมการ
บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-NMG เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ
เมื่อวันที่ 23 มกราคม มีมติอนุมัติขายสินทรัพย์ของบริษัทรวมมูลค่า 1,379.75
ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดิน 4 ไร่ 3 งาน 72 ตร.ว. พร้อมอาคารสำนักงานใหญ่
พื้นที่รวม 14,212 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงานอาคารเนชั่นทาวเวอร์
ซึ่งเป็นห้องชุดจำนวน 191 ห้องชุด พื้นที่รวม 44,950.32 ตารางเมตร ในอาคารชุดชื่อ
อาคารชุดเนชั่นทาวเวอร์

นายธนะชัยกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการขายสินทรัพย์ดังกล่าว เพื่อการปรับปรุง
process ในการดำเนินงาน และเพื่อนำเงินที่ได้รับไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้
ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สินและลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย
และทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น

ต่อมา NMG แจ้งว่า ได้ลงนามในสัญญาจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัท
ในส่วนที่เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ (พร้อมด้วยที่ดินที่อาคารตั้งอยู่)
และพื้นที่สำนักงานซึ่งเป็นห้องชุดในอาคารเนชั่น ทาวเวอร์แล้ว โดยขายให้กับบริษัท
ช.ชนะอนันตพาณิชย์ จำกัดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่
30 เมษายน 2551 มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน 955 ล้านบาท
ชำระเงินงวดเดียวในวันโอนกรรมสิทธิ์

การขายตึกครั้งนี้เนชั่นขายถูกกว่่าที่ตั้งไว้ถึง 425 ล้านบาททีเดียว
สำหรับบริษัทช.ชนะอนันต์ เป็นกิจการในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี
ปรากฎการณ์ครั้งนี้ทำให้วงการสื่อมองว่าเนชั่นน่าจะถูกกดราคาลงมากเพราะ"ร้อนเงิน"

ขายตึกแล้วแต่NMGอาการหนักกว่าเก่าขาดทุนเพิ่ม
แต่บริษัทลูกทำทีวีรวยขึ้่น

ผู้บริหารNMGบอกว่าหลังขายตึกแล้ว ในงวดปี2552น่าจะพลิกมาเป็นกำไร
แต่เรื่องจริงคือครึ่งแรกปี2552นี้ขาดทุนหนักกว่าเก่า ในงวด6เดือนแรกปีนี้
บริษัทแจ้งผลขาดทุนสุทธิ 111 ล้านบาทจากปีก่อนกำไรสุทธิื1.11ล้านบาท

NMGแจ้งว่า สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552
มีขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้
ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิและอื่นๆจำนวน 68.22 ล้านบาท หากรวมภาษีเงินได้
16.17 ล้านบาท ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิ 25.03 ล้านบาท
และรายการตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยของสินค้าคงเหลือ 1.51 ล้านบาท
ผลประกอบการสำหรับ 6 เดือนแรกของปี2552 จะแสดงเป็นขาดทุน 110.93 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานของบริษัทมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

รายได้จากการขายและบริการในช่วง 6 เดือนแรก 2552 ลดลงร้อยละ 21
เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ
27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36
เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง

ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16

และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8
นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19
โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8
และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33
นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ
และบริการรับขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 35

สุทธิชัยเจอฟูกนิ่มNBCรองรับ
แต่"จึงรุ่งเรืองกิจ"ติดดอยบ่นอุบ

คนทั่วไปมักเข้าใจว่าสุทธิชัยถือหุ้นใหญ่NMG แต่ความจริงเป็นสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ
แห่งไทยซัมมิต ออโตพาร์ต บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นพี่สะไภ้ของสุริยะ
จึงรุ่งเรืองกิจ

คนมักเข้าใจผิดอีกว่า ทักษิณ ชินวิตร เป็นแบ็คให้สุริยะกับพวกจึงรุ่งเรืองกิจ
เข้ามาซื้อNMGเพื่อเทกโอเวอร์กิจการเนชั่น เพราะหมั่นไส้ที่ถูกเนชั่นตามล้างตามราวี

สรุปคือผิดทั้ง 2 เรื่อง

นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง NMG

กล่าวเปิดเผยว่า
กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเข้าไปซื้อหุ้นเนชั่นตั้งแต่ปี 2546
ด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท และปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 20% นั้น
หากราคาหุ้นเนชั่นขึ้นมาถึงต้นทุนที่ราคา 10 บาทต้นๆ ก็พร้อมจะขายทิ้ง

สาเหตุที่ตัดสินใจอยากขายหุ้นเนชั่นทิ้ง นางสมพร กล่าวว่า
แม้บริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว
เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว
ทั้งนี้กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนร่วมบริหารแต่อย่างใด

“ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร
ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี
หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น” นางสมพร กล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของนางสมพร และหลานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
อดีตรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดทักษิณคนหนึ่ง
และเขาเป็นผู้ถือหุ้นเนชั่นมัลติมีเดียอยู่ด้วย เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี
ถึงเบื้องหลังการเข้าไปซื้อหุ้นNMGว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ
คือพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์
[ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน
นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรซับซ้อน
คือไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครอง
หรือเพื่อทำกำไร และตั้งแต่วันที่ซื้อจนถึงวันนี้
มันไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลยว่าจะซื้อเพื่อทำกำไร
หรือเพื่อเข้าไปยึดครอง

"คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์
เข้าไปบริหารง่ายๆ ผมคิดว่าด้วยความเป็นสื่อ
อย่างแรกที่สุดคุณจะต้องมีภาพลักษณ์อะไรบางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อได้
และเรารู้อยู่แล้วว่าด้วยภาพลักษณ์ด้วยนามสกุลของเรา เราไม่สามารถเข้าไปได้
เราไม่ได้คิดว่าจะซื้อเพื่อเข้าไปยึดครอง ทั้งหมดนั้นเป็นความเข้าใจผิดของคนอื่น"

********

 

อ่านซีรีส์สุดมันส์ทั้งชุด
ลากไส้วงการสื่อทุกขด:


-Investigative News:เปิดโปงสื่อโล้นNATIONช็อตต่อช็อต

-ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย
ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ
-ใครทุบหุ้นยังไม่แน่ แต่คนปั่นหุ้นคาหนังคาเขา มันเป็น"พวกเรา"-มาร์คว่าไง?!
-กนกปั่นหุ้นคุก2ปีไม่พอ กฎหมายชี้ต้องโดนเฉดหัวด้วย รู้แกวส่งเมียเป็นนอมินี
จี้กลต.เร่งฟัน
-เอาอีกแล้วสื่อโล้นกระบอกเสียงมาร์ค ไม่กลัวเสือกระดาษกลต.
ตีปี๊บขายหุ้นผิดกม.โจ่งครึ่ม
-ไม่รู้จะรวยหรือซวยเละ หุ้นใหม่เนชั่นเสกพ้วงเดียว
จากเน่าๆเอาล้างน้ำเข้าตลาดหุ้นเฉยเลย!
-จำนนหลักฐานเนชั่นจ๋อย หยุดแล้วโฆษณาขายหุ้น
สาวลึกเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาดขายแมงเม่า
-เบื้องหลังโชคมหาศาลของเนชั่น มันคืออาชญากรรมย่ำยีชาติและประชาธิปไตย
-ลากไส้สื่อโล้น:ผิดจากนี้กรูให้เหยียบ!
-เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาด เตือนแมงเม่าจองซื้อต้องระวัง
ปัจจัยเสี่ยงการเมืองพลิกขั้ว
-กลต.เงื้อฟันเนชั่นปั่นหุ้นจอง กนกหายซ่าคุก2ปี
-สื่อโล้นเย้ยกฎหมายซ้ำซาก เอาอีกแล้วขึ้นป้ายหราออกทีวีขายหุ้นจอง
ไม่หวั่นเสือกระดาษกลต.
-โบรกฯคุกคามสื่อ!เตือนแมงเม่าอย่าซื้อหุ้นจองNBC
-แฉ’เวชชาชีวะ’สมคบสื่อโล้นงาบผลประโยชน์ชาติ
-ทิ้งเนชั่นหักเหลี่ยมจึงรุ่งเรืองกิจ NBCที่มั่นใหม่หยุ่น
-ลากไส้แก๊งเด็กนรกNATION
-เดินหน้าเปิดโปงสื่อโล้น อย่าปล่อยเนชั่นลอยนวล
-ปิดฝาโลงเนชั่น เปิดสัมพันธ์แก๊งหยุ่นเปรมมาร์ค

-อ่านรวมฮิต"ลากไส้สื่อเห้"โดยคลิ้กดาวน์โหลดที่นี่http://www.4shared.com/file/108373645/c6fbb65d/Bad_Media_Series-.html


 

ฆ่าประชาชนตอน 14 ตุลา 16 ตอน 6 ตุลา 19 และ 17 พฤษภา 35 แล้ว
ก็มีการสร้างอนุสาวรีย์ให้คนที่ถูกฆ่า
แต่ทหารที่ลงมือฆ่านั้นไม่เคยสักครั้งที่ต้องถูกลงโทษ

แต่เหตุการณ์ 19 พฤษภา 53 ต้องเป็นครั้งสุดท้ายเสียที
คราวนี้ไม่เอาอนุสาวรีย์อีกแล้ว เพราะคราวหน้ามันก็จะฆ่าอีก
เสร็จก็ทำอนุสาวรีย์ให้อีกแล้วฆ่าใหม่

คราวนี้ขอความยุติธรรม คนฆ่าคนบงการ รัฐบาลที่สั่งฆ่าต้องได้รับโทษต้องติดคุก
ผู้มีอำนาจต้องได้รับบทเรียน เพื่อจะไม่ได้ก่อกรรมทำเข็ญต่อประชาชนต่อไปอีก

คนฆ่า ทั้งอภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ ประยุทธ์และกองทัพต้องสำนึกผิด
ต้องมาขอขมาคนตาย และต้องติดคุก ต้องเอาโซ่ตรวนไปแขวนคอพวกมัน
นี่แหละน้องเกดและคนตายถึงจะตายตาหลับ
และไม่เกิดเหตุสังหารหมู่กลางเมืองซ้ำซากอีกต่อไป


width=420 src=http://www.youtube.com/v/3Cun1WrK1V8?version=3&hl=th_TH
allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always">

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 สิงหาคม 2554

1ปี3เดือนรำลึกนักสู้ธุลีดิน,ให้กำลังใจนักโทษการเมือง,ยื่นประกันทั่วประเทศ
 

 

ในวันนี้( 19 สิงหาคม ) ครบรอบ 1 ปี 3 เดือน การสลายการชุมนุม ณ ราชประสงค์
มีกิจกรรมหลายอย่าง คือกลุ่มญาติวีรชน นำโดยคุณพะเยาว์ อัคฮาด คุณแม่น้องเกด
ร่วมกับ กลุ่มนักกิจกรรมเสื้อแดงอีกหลากหลายกลุ่ม ร่วมกันจัดกิจกรรมทำบุญ
ที่วัดปทุมในเวลา 10 โมงเช้าที่บริเวณวัดปทุมวนาราม

นักกิจกรรมกลุ่มต่างๆร่วมกันจัดพิธี เผากงเต็กให้วีรชน หน้าป้ายราชประสงค์ ในเวลา
5 โมงเย็น และตั้งเวทีปราศัยรำลึกวีรชน พิธีจุดเทียนแดง
ร่วมร้องเพลงนักสู้ธุลีดิน การปราศรัยของภาคพลเมืองโดยเวทีราษฎร

กิจกรรม"ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนสีแดง"ครั้งที่ 2
แสดงพลังและแสดงน้ำใจเพื่อเพื่อนเราในเรือนจำทั่วประเทศ พร้อมๆกัน และจะมอบน้ำใจ
เป็น ของใช้ที่จำเป็นแด่เพื่อนผู้ต้องขังในเรือนจำ

รวมไปถึงกิจกรรมส.ส.พรรคเพื่อไทยรวมพลังยื่นประกันนักโทษการเมืองทั่วประเทศที่ยังติดคุกอยูมากกว่า
100 รายทั่วประเทศ

เตรียมขุดศพที่ระยอง100กว่ารายตรวจพิสูจน์เป็นศพเสื้อแดงหรือไม่
 


สำนักข่าวไทย
รายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น.วานนี้ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์
ผู้บัญชาการสำนักกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่
จ.ระยอง เพื่อตรวจสอบศพที่ฝังอยู่ตามวัดต่างๆ ในเขตอำเภอแกลง จ.ระยอง
หลังได้รับการร้องเรียนจากนายระพินทร์ พรานนท์สถิต แกนนำคนเสื้อแดงระยอง
ว่ามีการนำศพกว่า 100 ราย มาฝังตามวัดต่างๆ ในเขตอำเภอแกลง
ซึ่งศพดังกล่าวอาจจะเป็นศพคนเสื้อแดงที่หายไป

จากการตรวจสอบวันนี้ พบว่าบริเวณป่าช้าของวัดต่างๆ
ที่มีการฝังศพจำนวนมากดังกล่าวรวม 3 วัด แยกเป็นวัดคลองตากวา หมู่ 1 ต.ซากพง
จำนวน 72 ศพ วัดสมอโพรง 32 ศพ และวัดห้วยยาง 61 ศพ ทั้งนี้
จากการสอบถามเจ้าอาวาสวัดต่างๆ
ทราบว่าศพจำนวนมากดังกล่าวถูกนำมาฝากฝังไว้ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2553
ไม่มีหลักฐานการตายที่ชัดเจน โดยทางมูลนิธิพุทธศาสตร์สงเคราะห์ อ.แกลง นำมาจาก
จ.ชุมพร มาฝากฝังไว้ และจะทำการขุดในปี 2555
เบื้องต้นได้สั่งอายัดศพทั้งหมดไว้เพื่อจะขุดขึ้นมาตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอและตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงที่หายไปหรือไม่
คาดว่าจะเริ่มขุดในวันพรุ่งนี้


ฮิวแมนไรต์ว็อชต์ยื่นหนังสือนายกฯยิ่งลักษณ์ให้อำนาจคอป.เอาผิดผู้บงการสังหารหมู่-เร่งเอาผิดแกนนำเสื้อเหลือง


width=560 src=http://www.youtube.com/v/mzVw_HwqlRA?version=3&hl=th_TH
allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always">


3 พฤษภาคม 2554 ฮิวแมนไรท์ว็อตช์แถลงยันทหารฆ่าเสื้อแดง
แต่กลับไม่ถูกดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ฮิวแมนไรท์วอทช์
องค์กรสิทธิมนุษยชนชั้นนำของโลกที่เคยชี้ชัดว่า
ทหารได้สังหารคนเสื้อแดงและเรียกร้องอย่าปล่อยคนผิดลอยนวล
เพราะไม่เคยมีการดำเนินคดีกับทหารและรัฐบาล
ได้ส่งข้อเสนอนโยบายสิทธิมนุษยชนถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร
(รายละเอียดของคำแปลภาษาไทยของจดหมายฉบับเต็มตามเอกสารแนบด้านท้ายข่าวนี้)
โดยมีประเด็นสำคัญที่ขอให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
ดังต่อไปนี้ คือ

1.ให้ออกคำสั่งอย่างชัดเจน และเปิดเผยให้กองทัพ, ตำรวจ และหน่วยงานอื่นๆ
ของรัฐบาลรวมมืออย่างเต็มที่กับการสอบสวนรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน

2.ผ่านมติคณะรัฐมนตรีที่มอบอำนาจในการออกหมายเรียกพยานหลักฐานแก่ คอป.
และมอบทรัพยากรที่จำเป็นต่อการที่ คอป. จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ
และมีประสิทธิภาพ

3.ประเมินสถานะของผู้ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมประท้วงของ
นปช. และคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เพื่อรับรองว่า บุคคลเหล่านั้นได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสมตามหลักนิติรัฐ
และมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน
ซึ่งรวมถึงสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยประกันตัว

4.ยุติมาตรการปิดกั้นสื่อทั้งหมดที่มีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทันที
และประกาศนโยบายที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการแก้ไขพระราชกำหนดการบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน,พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยมีรายละเอียดของหนังสือที่ยื่นต่อนายกฯยิ่งลักษณ์ ดังต่อไปนี้

เรื่อง วาระด้านสิทธิมนุษยชนสำหรับรัฐบาล
เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

ขอแสดงความยินดีต่อชัยชนะในการเลือกตั้งของท่าน
และการที่ท่านรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย อ

ฮิวแมนไรท์วอทช์ เป็นองค์การเอกชนที่ตรวจสอบ
และรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ ในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก
โดยเราได้รายงานสถานการณ์เกี่ยวกับประเทศไทย
และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเกือบสามทศวรรษ

ในระหว่างที่ท่านกำลังเตรียมร่างคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภานั้น
เราขอเรียกร้องในท่านระบุแนวทางแก้ไขประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญๆ
ในประเทศไทย ดังต่อไปนี้

การรับผิดต่อความรุนแรงทางการเมือง
และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกันกับเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง
ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2553
ประเทศไทยเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงที่สุด
นับตั้งแต่การชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย และต่อต้านรัฐบาลทหารเมื่อปี
2535 โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 คน และบาดเจ็บอีกมากกว่า 2,000 คน

การวิจัยของฮิวแมนไรท์วอทช์พบว่า ปัจจัยที่นำไปสู่การสูญเสียดังกล่าวประกอบด้วย

การที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลใช้กำลังในระดับที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตอย่างเกินกว่าเหตุ
และปราศจากความจำเป็น,
การโจมตีที่เกิดขึ้นจากกองกำลังติดอาวุธภายในแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
(นปช.) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสื้อแดง”, และการที่แกนนำบางคนของ นปช.
ปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง
(ดูรายละเอียดในรายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ “Descent
into Chaos” (http://www.hrw.org/reports/2011/05/03/descent-chaos)

 

อย่างไรก็ตาม ขณะที่แกนนำผู้ชุมนุมประท้วง และสมาชิกระดับต่างๆ ของนปช.
ถูกตั้งข้อหาว่ากระทำความผิดร้ายแรง กลับปรากฏว่า
มีความคืบหน้าน้อยมากในการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ
และตำรวจในการดำเนินคดีกับทหาร
และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เราขอเรียกร้องให้ขั้วการเมืองฝ่ายต่างๆ ให้การสนับสนุน
และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกระบวนการสอบสวนที่มีความน่าเชื่อถือ, เป็นอิสระ
และไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง
และการละเมิดสิทธิมนุษยชน

รัฐบาลไทยจำเป็นจะต้องนำตัวผู้ที่รับผิดชอบมาลงโทษเพื่อให้เกิดความยุติธรรมต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง
และการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งยังจะช่วยยุติวงจรของความรุนแรง
และวัฒนธรรมการไม่รับผิดที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องในประเทศไทย
 

รัฐบาลอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ
(คอป.) ขึ้นเพื่อทำหน้าที่สอบสวน
และนำเสนอรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2553

อย่างไรก็ตาม คอป. กลับไม่มีอำนาจในการออกหมายเรียกพยานหลักฐานต่างๆ
ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในการซักถามพยานที่ไม่เต็มใจที่จะร่วมมือด้วย
โดยเฉพาะตำรวจ และทหาร
นอกจากนี้ คอป.
ยังไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับแผนการจัดกำลัง และปฏิบัติการ,
รายงานการชันสูตรศพ, ปากคำของพยาน, ภาพถ่าย และวิดีโอจากกองทัพ และ ตำรวจ

เรายินดีที่ท่านกล่าวระหว่างการรณรงค์หาเสียง และภายหลังการเลือกตั้งว่า
รัฐบาลของท่านจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการสอบสวนของ คอป.
ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรองดอง

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านมอบอำนาจในการออกหมายเรียกพยานหลักฐานแก่ คอป.
และจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระ
และมีประสิทธิภาพของ คอป.
พร้อมกันนั้น รัฐบาลของท่านควรรับรองว่า
กองทัพบก และเหล่าทัพต่างๆ, ตำรวจ และหน่วยงานของรัฐอื่นๆ
จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับ คอป.

และกระบวนสอบสวนของคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ของรัฐสภา และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านอนุญาตให้ คอป.
สามารถรับการสนับสนุนด้านต่างๆ
อย่างเต็มที่จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ
และหน่วยงานอื่นๆ ของสหประชาชาติ, รัฐบาลต่างชาติ และองค์การสิทธิมนุษยชนต่างๆ
ที่อยู่ในประเทศไทย และต่างประเทศ

 

การสอบสวนของ คอป. พบว่า
มีคนนับร้อยที่ถูกควบคุมตัวเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมประท้วงทางการเมืองเมื่อปีที่แล้วนั้น
โดยถูกตั้งข้อกล่าวหาร้ายแรงอย่างเหวี่ยงแห
และปราศจากหลักฐานสนับสนุนที่เพียงพอ
อันเป็นผลมาจากแรงกดดันทางการเมืองของรัฐบาลชุดที่แล้ว

บุคคลเหล่านั้นจำนวนไม่ได้รับการประกันตัว
รัฐบาลของท่านควรเร่งดำเนินการตรวจสอบสถานของบรรดาผู้ที่ถูกควบคุมตัวดังกล่าว
และรับรองว่า พวกเขาจะได้รับการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม
และมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน
เช่น สิทธิในการมีที่ปรึกษาทางกฎหมาย
และสิทธิในการได้รับการประกันให้ปล่อยตัวชั่วคราวในกรณีที่ไม่เหตุผลที่เชื่อได้ว่า
บุคคลเหล่านนั้นจะหลบหนี, แทรกแซงพยานหลักฐาน หรือก่ออันตรายต่างๆ

จนถึงขณะนี้
ยังไม่มีความสำเร็จในการสอบสวนอย่างจริงจังเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน
และการกระทำความผิดทางอาญาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสื้อเหลือง”
ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อปี 2551 การดำเนินคดีกับแกนนำ
และสมาชิกของ พธม. มีความล่าช้า โดยหลายคดียังไม่มีการไต่สวนในศาล

เช่นเดียวกันกับความล่าช้าในการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมประท้วงของ
พธม.

ขณะเดียวกันรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีความคืบหน้าในการเอาผิดกับนักการเมืองที่ถูกระบุว่า
เป็นผู้รับผิดชอบสั่งการให้ตำรวจใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุในการสลายผู้ชุมนุมประท้วง
พธม. ที่บริเวณหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

ดังนั้น เราจึงขอเรียกร้องให้ท่านจัดให้มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระ, โปร่งใส
และไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกี่ยวกับความรุนแรง
และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นระหว่างความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อปี 2551
ด้วย

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการส่งเสริมความยุติธรรม
และความปรองดองทางการเมือง

รัฐบาลไทยควรจัดให้มีการชดเชย และเยียวยาอย่างรวดเร็ว, เป็นธรรม
และเพียงพอแก่เหยื่อ และครอบครัวของพวกเขาจากกรณีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง,
การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการกระทำความผิดอื่นๆ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ขณะเดียวกันก็ควรจะต้องให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่เสียชีวิต, ได้รับบาดเจ็บ
หรือสูญเสียทรัพย์สินเนื่องจากการชุมนุมประท้วงด้วย

ประการสุดท้าย
เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการปฏิรูปหน่วยงานที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจังเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถรับมือกับการชุมนุมประท้วงได้อย่างสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ
ซึ่งรวมถึงหลักการพื้นฐานของสหประชาชาติว่าด้วยการใช้กำลัง
และอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย

ทั้งนี้ การปฏิรูปดังกล่าวควรจะต้องครอบคลุมถึงการจัดการฝึกอบรม
และการฝึกทบทวนเป็นระยะๆ
เพื่อให้ตำรวจสามารถรับผิดชอบสถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศ เช่น
การควบคุมเหตุการณ์จลาจล และการชุมนุมประท้วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และในขณะเดียวกันก็จะต้องดำเนินการเอาผิดกับให้เจ้าหน้าที่คนใดก็ตามที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนระหว่างปฏิบัติการสลายการชุมนุมประท้วง

ความรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 จังหวัดปัตตานี, ยะลา
และนราธิวาสที่ชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยกลายเป็นฉากของความขัดแย้งที่มีการใช้กำลังอาวุธอย่างเหี้ยมโหด
ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 4,000 คน โดยประมาณร้อยละ 90
ของผู้เสียชีวิตเป็นพลเรือน ทั้งไทยพุทธ และมลายูมุสลิม
กลุ่มนักรบเพื่อเอกราชปัตตานี (Pejuang Kemerdekaan Patani)
ในเครือข่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนของแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ (Barisan Revolusi
Nasional-Coordinate) ก่อเหตุโจมตี และสังหารพลเรือนเป็นประจำ
จนสร้างความหวาดกลัวแผ่ไปในวงกว้าง

รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์เรื่อง “No One Is Safe” (http://www.hrw.org/en/reports/2007/08/27/no-one-safe)
ระบุว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือขับไล่ชาวไทยพุทธ,
ควบคุมชาวมลายูมุสลิม และบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของทางการไทย

ขณะเดียวกัน
ปฏิบัติการของรัฐบาลในการต่อต้านกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็ส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก
เช่น การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม, การบังคับให้สูญหาย, การคุมขังโดยพลการ
และการทรมาน รวมทั้งการที่บุคลากรบางส่วนในกองกำลังฝ่ายความมั่นคง
และหน่วยอาสาสมัครของรัฐบาลปฏิบัติการแบบตาต่อตา-ฟันต่อฟันเพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
แต่กลับยังไม่มีนำตัวเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาดำเนินคดีลงโทษได้สำเร็จแม้แต่รายเดียว
จนถึงขณะนี้

รัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาล้มเหลวในการแก้ไขคดีเกี่ยวกับการบังคับบุคคลให้สูญหายที่ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุไว้ในรายงานเรื่อง
“It Was Like Suddenly My Son No Longer Existed” (http://www.hrw.org/reports/2007/03/19/it-was-suddenly-my-son-no-longer-existed)

พระราชกำหนดการบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ซึ่งมีการบังคับใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่ปี 2548
ปกป้องเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่งคง และเจ้าหน้าที่อื่นๆ
ของรัฐไม่ให้ถูกลงโทษจากการกระทำส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจฉุกเฉิน
ปัญหาที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ขอรัฐยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
และปราศจากการรับผิดนั้นเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนำมาใช้อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อเหตุโจมตีต่างๆ
และการรับสมาชิกใหม่เข้าร่วมขบวนการ

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้
รัฐบาลของท่านควรจัดทำยุทธศาสตร์ความมั่นคงอย่างรอบด้านที่สอดคล้องกับกฏหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน
และด้านมนุษยธรรม
ขณะเดียวกันก็จำเป็นที่รัฐบาลของท่านจะต้องสถาปนาอำนาจที่ชอบธรรมของฝ่ายพลเรือนในการกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพ
และหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการต้องมีการสอบสวนอย่างรวดเร็ว,
เป็นอิสระ และไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่า
เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นๆ
ของรัฐละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดยเมื่อพบตัวผู้กระทำความผิดก็จะต้องดำเนินการลงโทษ ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะมียศ
หรือตำแหน่งอะไรก็ตาม
เพื่อตอบสนองต่อข้อร้องเรียนจำนวนมากเกี่ยวการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นระหว่างการควบคุมตัว
รัฐบาลของท่านควรจะรับรองว่า บุคคลทั้งหมดที่ถูกควบคุมตัวโดยตำรวจ
หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงนั้นจะถูกนำตัวไปไว้ในสถานที่ควบคุมตัวอย่างเป็นทางการ
และจะต้องไม่ถูกซ้อมทรมาน หรือถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายปราศจากมนุษยธรรม
หรือถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ผู้ที่ถูกควบคุมตัวควรจะได้รับอนุญาตให้สามารถติดต่อกับครอบครัวอย่างสมํ่าเสมอ
และสามารถติดต่อกับทนายความได้อย่างไม่มีอุปสรรคขัดขวางใดๆ นอกจากนี้

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านเร่งลงนาม
และให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลจากการถูกบังคับให้สูญหาย
และพิธีสารรับ เลือกของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน
รวมทั้งควรจะต้องดำเนินการให้กฎหมาย และมาตรการปฏิบัติต่างๆ
ของประเทศไทยมีความสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศดังกล่าวด้วย

ขณะที่ความรุนแรง
และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงดำเนินไปเช่นนี้
รัฐบาลของท่านควรจัดให้มีการเยียวยาอย่างรวดเร็ว, เป็นธรรม และเพียงพอแก่เหยื่อ
และครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง
และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ นอกจากนี้
รัฐบาลของท่านยังควรจะให้ความช่วยเหลือแก่เหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบด้วย

นโยบายปราบปรามสิทธิมนุษยชนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

เราเห็นด้วยว่า การเสพ และการค้ายาเสพติดเป็นปัญหาร้ายแรงในประเทศไทย
แต่เราร้องขอให้ท่านอย่านำเอานโยบายที่ไร้มนุษยธรรมของรัฐบาลชุดก่อนๆ มาใช้
เราขอแนะนำให้ท่าน และรัฐบาลของท่านหลีกเลี่ยงที่จะกำหนดเป้าหมายในการ “กำจัด”
ยาเสพติดให้หมดสิ้นไปภายในหนึ่งปี
ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดในโลกก็ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง
การกดดันเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย
และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่นต้องตอบสนองต่อเส้นตายที่ไม่สมเหตุสมผลดังกล่าวจะนำไปสู่การฆาตกรรม
และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ

ดังที่ฮิวแมนไรท์วอทช์บันทึกไว้ในรายงานเกี่ยวกับนโยบาย “สงครามต่อต้านยาเสพติด
ปี 2546” เรื่อง “Not Enough Graves” (http://www.hrw.org/reports/2004/07/07/not-enough-graves)

ในชั้นต้น

รัฐบาลของท่านควรจะรับรองว่า
นโยบายด้านการปราบปรามยาเสพติดจะต้องไม่ซํ้ารอยความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
คณะกรรมการอิสระตรวจสอบศึกษาวิเคราะห์การกำหนดนโยบาย
และปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด (คตน.) ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 พบว่า
การกำหนดนโยบาย และการประเมินผล “สงครามยาเสพติด”
ถูกผลักดันจากเป้าหมายทางการเมืองมากกว่าที่จะยึดกรอบการเคารพสิทธิมนุษยชน
และกระบวนการนิติรัฐ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านดำเนินการตามคำแนะนำของ คตน.
ด้วยการจัดให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการที่มีคนถูกฆาตกรรมไปมากถึง 2,819
คนในระหว่างการทำ “สงครามต่อต้านยาเสพติด” เมื่อปี 2546
เพื่อที่จะนำตัวคนผิดมาลงโทษ และยุติวงจรของการละเมิดสิทธิมนุษยชน
และการไม่รับผิดที่ดำรงอยู่ในปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด นอกจากนี้
รัฐบาลของท่านยังควรที่จะมีนโยบายเกี่ยวกับการชดเชยอย่างรวดเร็ว, เป็นธรรม
และเพียงพอแก่เหยื่อ
และครอบครัวของผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในบริบทของปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด

นอกจากนี้
เรายังมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้วเกี่ยวกับการบังคับให้ผู้เสพยาเสพติดเข้ารับการบำบัดในศูนย์ที่ควบคุมโดยกองทัพ
และกระทรวงมหาดไทย โดยแต่ละปีมีคนประมาณ 10,000 ถึง 15,000
คนถูกส่งตัวเข้าไปรับการบำบัดการเสพยาเสพติดในศูนย์ที่ใช้วิธีการออกกำลังแบบการฝึกทหารเป็นหลัก

คนจำนวนมากที่มีอาการลงแดงระหว่างอยู่ที่ศูนย์บำบัดดังกล่าวไม่ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเพียงพอ
และคนจำนวนมากหวนกลับไปใช้ยาเสพติดอีกครั้งหนึ่งภายหลังจากที่ถูกปล่อยตัวออกจากศูนย์บำบัด

เราขอแนะนำให้รัฐบาลของท่าน
ดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการลดความหวาดกลัวของผู้ใช้ยาเสพติดในการที่จะเข้ารับบริการสาธารณสุขด้วยการประกาศว่า
ผู้ใช้ยาเสพติดที่ไปแสดงตัวขอรับบริการดังกล่าวจะไม่ถูกดำเนินคดีลงโทษ
หรือบังคับให้เข้ารับการบำบัดโดยไม่สมัครใจ นอกจากนี้
รัฐบาลของท่านยังควรจะยกเลิกนโยบายใดๆ
ที่มีผลในทางที่กระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย
และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่นจับกุมผู้ที่ต้องสงสัยว่าใช้ยาเสพติดเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายจำนวนผู้เข้ารับการบำบัดที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

การคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก

เสรีภาพในการแสดงเป็นสิ่งจำเป็นต่อกระบวนการส่งเสริมประชาธิปไตย
และการปรองดองทางการเมืองในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม
ได้มีการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ และคัดค้านรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ
นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา
และเพื่อตอบโต้ต่อการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลโดย นปช.

เมื่อปีที่แล้ว ทางการไทยได้ยังคับใช้อำนาจฉุกเฉินปิดเว็บไซต์มากกว่า 1,000
เว็บไซต์, สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม, สถานีโทรทัศน์ออนไลน์, สิ่งพิมพ์
และสถานีวิทยุชุมชนมากกว่า 40 สถานี
ถึงแม้จะมีการยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินไปเมื่อเดือนธันวาคม 2553

รัฐบาลชุดที่แล้วก็ยังคงมุ่งปิดกั้นสื่อต่างๆ ของ นปช. ต่อไป ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554
ตำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง
และกิจการวิทยุโทรทัศน์ (กสทช.) บุกปิดสถานีวิทยุชุมชนในกรุงเทพฯ
และจังหวัดใกล้เคียง 13 สถานี เนื่องจากกองทัพบกร้องเรียนว่า
สถานวิทยุชุมชนเหล่านั้นเผยแพร่รายการที่มีเนื้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

ทางการไทยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
และมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา
(ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์)
เป็นเครื่องมือเซ็นเซอร์อินเตอร์เน็ต และดำเนินคดีกับผู้ที่ต่อต้านรัฐบาล
โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับ นปช. โดยกล่าวหาว่า
บุคคลเหล่านั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประเมินว่า
มีคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่า 400 คดีในปี
2553 ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้านั้นมากกว่าสามเท่า (164 คดี)

ส่วนใหญ่ผู้ที่ถูกตั้งข้อหาว่า
กระทำความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์มักจะไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว
และจะถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำนานหลายเดือนระหว่างที่รอการพิจารณาคดี
โดยมีหลายกรณีที่การพิจารณาคดีดำเนินไปอย่างปิดลับ
และมีการพิพากษาลงโทษอย่างรุนแรงในหลายกรณี เช่น ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล
ถูกตัดสินจำคุก 18 ปี และธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ถูกตัดสินจำคุก 13 ปี

รัฐบาลของท่านควรยุติมาตรการปิดกั้นสื่อทั้งหมดที่มีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทันที
และดำเนินการแก้ไขพระราชกำหนดการบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้
เรายังขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์
เพื่อกำหนดให้การฟ้องร้อง และการดำเนินคดีสามารถกระทำได้โดยภาครัฐเท่านั้น
เพราะการปล่อยให้ประชาชนทั่วไปสามารถกล่าวหาบุคคลอื่นว่า
กระทำความผิดฐานหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่เป็นอยู่ใน

ขณะนี้นั้นเปิดโอกาสให้มีการนำเอากฏหมายมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
และยังเป็นเรื่องยากที่เจ้าหน้าที่จะปฏิเสธไม่รับดำเนินการ เนื่องจากกลัวว่า
ตนเองจะกลายเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาไปเสียเองว่า
ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
การคุ้มครองผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน

การสังหารผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมในภาคส่วนต่างๆ
ของประชาสังคมเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนที่สำคัญของประเทศไทย โดยตั้งแต่ปี 2544
เป็นต้นมา มีผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมถูกฆาตกรรมไปแล้วมากกว่า 20 คน

แต่การสอบสวนคดีส่วนใหญ่กลับเผชิญอุปสรรคจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ต่อเนื่อง
และไม่มีประสิทธิภาพของตำรวจ, ความล้มเหลวในการคุ้มครองพยาน
และความล้มเหลวในการเอาชนะอิทธิพลทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดีเหล่านี้

แม้แต่คดีร้ายแรงที่ถูกมอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษก็ไม่มีความคืบหน้าในการนำตัวคนร้ายมาดำเนินคดีลงโทษ
เช่น คดีพระสุพจน์ สุวโจ นักอนุรักษ์ป่าที่ถูกแทงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17
มิถุนายน 2548 และคดีทนายสมชาย
นีละไพจิตรที่บังคับให้สูญหายโดยตำรวจกลุ่มหนึ่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547
ภายหลังจากที่เขาเปิดโปงการซ้อมทรมาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ
โดยตำรวจในปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

รัฐบาลของท่านควรปฏิบัติตามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนด้วยการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนต่อสาธารณะว่า
จะคุ้มครองประชาชนที่อุทิศตนในการปกป้องสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

การคุ้มครองสิทธิของผู้ลี้ภัย และการป้องกันไม่ให้มีการบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัย

ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ปี 2494 และพิธีสาร ปี
2510 รวมทั้งยังไม่มีกฏหมายภายในประเทศเกี่ยวผู้ลี้ภัย
ทางการไทยละเมิดข้อห้ามระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
โดยมีการบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัย
และผู้ที่แสวงหาการคุ้มครองไปยังประเทศที่พวกเขาอาจจะเผชิญกับการถูกประหัตประหาร
ดังเช่นกรณีที่ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุไว้ในรายงานเรื่อง “Out of Sight, Out of Mind”
(http://www.hrw.org/reports/2004/02/24/out-sight-out-mind)

ถึงแม้จะมีการประท้วงอย่างรุนแรงจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ
และเลขาธิการสหประชาชาติ แต่เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2552
กองทัพบกก็บังคับส่งตัวชาวลาวม้ง 4,689 คน
ซึ่งรวมถึงผู้ที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติกำหนดให้เป็น
“บุคคลในความห่วงใย” จำนวน 158 คน กลับไปยังประเทศลาว นอกจากนี้
เมื่อเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2553
ทางการไทยก็ส่งชาวพม่านับพันคนที่หลบหนีภัยจากการสู้รบที่บริเวณพื้นที่

ชายแดนกลับไปยังประเทศพม่าก่อนที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติจะสามารถตรวจสอบ
และประเมินว่า บุคคลเหล้านั้นต้องการเดินทางกลับอย่างสมัครใจหรือไม่

ในสมัยรัฐบาลของอภิสิทธิ์
ทางการไทยไม่ได้ปฏิบัติตามคำสัญญาที่จะจัดให้มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อปี
2551, 2552 และ 2554 ซึ่งกองทัพเรือผลักดันเรือที่บรรทุกชาวโรฮิงญาจากประเทศพม่า
และประเทศบังคลาเทศกลับออกไปยังน่านนํ้าสากล จนเกิดข้อกล่าวหาว่า
ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน

ประเทศไทยไม่อนุญาตให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติสามารถดำเนินการตรวจสอบสถานะของชาวโรฮิงญาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองว่า
บุคคลเหล่านั้นควรจะได้รับความคุ้มครองในฐานะผู้ลี้ภัยหรือไม่ และในขณะเดียวกัน
ชาวโรฮิงญาเหล่านี้ก็ถูกควบคุมตัวอย่างไม่มีกำหนด
เนื่องจากรัฐบาลพม่าปฏิเสธไม่ยอมรับว่า พวกเขาเป็นพลเมืองของประเทศพม่า (ดังนั้น
ทางการไทยจึงไม่สามารถส่งชาวโรฮิงญาตัวกลับไปยังประเทศพม่า)

เหตุการณ์ข้างต้นเหล่านั้นทำลายชื่อเสียงของประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักกันว่า
เป็นประเทศที่คุ้มครองดูแลผู้ลี้ภัย
เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านเคารพพันธะระหว่างประเทศเกี่ยวกับการไม่บังคับส่งกลับผู้ลี้ภัย
โดยในเรื่องนี้
เรามีข้อเรียกร้องที่เฉพาะเจาะจงที่ขอให้รัฐบาลของท่านประกาศต่อสาธารณะว่า
จะไม่บังคับผู้ลี้ภัยชาวพม่ามากกว่า 140,000
คนที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนประเทศไทย-ประเทศพม่าให้ต้องเดินทางกลับไปยังประเทศพม่าอย่างไม่สมัครใจ
นอกจากนี้

รัฐบาลของท่านยังควรที่จะรับรองว่า
สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติจะสามารถดำเนินการตรวจสอบสถานะของผู้ที่ขอความคุ้มครอง
ซึ่งรวมถึงบุคคลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
ก่อนที่จะเนรเทศ หรือส่งตัวบุคคลเหล่านั้นกลับประเทศ นอกจากนี้
ในขณะที่ยังไม่มีกลไกของรัฐที่จะตรวจสอบประเมินคำขอลี้ภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รัฐบาลของท่านควรจะอนุญาตให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติกลับเข้าทำหน้าที่ดังกล่าวตามอาณัติเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ลี้ภัย

ท้ายที่สุด
เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ปี
2494 และพิธีสาร ปี 2510 ในทันที
เพื่อให้เป็นการสอดรับกับภาระความรับผิดชอบที่ใหญ่หลวงของประเทศไทยในการคุ้มครองผู้ลี้ภัย

การส่งเสริมสิทธิของแรงงานต่างด้าว

แรงงานต่างด้าวจากประเทศพม่า, ประเทศกัมพูชา
และประเทศลาวยังคงถูกละเมิดสิทธิโดยนายจ้าง, ตำรวจ และ
เจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีการนำตัวคนผิดมาลงโทษ
ดังที่ปรากฏในรายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์เรื่อง “From the Tiger to the Crocodile”
(http://www.hrw.org/en/reports/2010/02/23/tiger-crocodile)
ส่วนระบบการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวนั้นก็ถูกออกแบบมาไม่ดี
และมีปัญหาในการนำไปปฏิบัติ จนทำให้แรงงานต่างด้านหลายแสนคนสูญเสียสถานะทางกฏหมาย
นอกจากนี้ แรงงานต่างด้านที่เป็นผู้หญิงยังมีความเสี่ยงต่อความรุนแรงทางเพศ
และการค้ามนุษย์ด้วย

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านจัดให้มีการสอบสวนอย่างโปร่งใส, เป็นอิสระ
และไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขึ้น
เพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานต่างด้าวโดยตำรวจ
และเจ้าหน้าที่ของรัฐ
คณะกรรมการที่ทำหน้าที่ดังกล่าวควรที่จะมีอำนาจในการเรียกพยานหลักฐาน
และรายงานผลการสอบสวนต่อสาธารณะ
รวมทั้งยังควรจะสามารถเสนอแนะให้มีการดำเนินคดีอาญากับผู้ที่กระทำความผิด
และเสนอแนะให้มีการแก้ไขกฎหมาย, ระเบียบ และนโยบายต่างๆ ที่ลิดรอน
และละเมิดสิทธิของแรงงานต่างด้าว

เราขอเรียกร้องรัฐบาลของท่านให้ดำเนินมาตรการทุกอย่างที่จำเป็นต่อการยุติการซ้อมทรมาน
และการเละมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ
ของแรงงานต่างด้านที่เกิดขึ้นระหว่างที่บุคคลเหล่านั้นถูกควบคุมตัว
รวมทั้งรับรองว่าจะมีการสอบสวนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน
และนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีลงโทษ

รัฐบาลไทยควรแก้ไขมาตรา 88 และมาตรา 100 ของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ปี 2518
เพื่ออนุญาตให้บุคคลทุกสัญชาติสามารถจัดตั้งสหภาพแรงงาน
และสามารถได้รับการยอมรับทางกฎหมายว่าพวกเขามีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของสหภาพแรงงาน
นอกจากนี้ยังควรจะมีการรับรองว่า
การแก้ไขพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์นั้นจะเป็นไปอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ
หมายเลข 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม


การสนับสนุนคณะกรรมการของสหประชาชาติที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่า

สถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายในประเทศพม่าทำให้ผู้ลี้ภัย
และแรงงานต่างด้าวจำนวนมากทะลักเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ภายหลังจากที่รัฐบาลใหม่ของประเทศพม่าเข้าสู่ตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ คือ
การเคารพเสรีภาพในการแสดงออก, เสรีภาพในการสมาคม และเสรีภาพในการชุมนุม,
สถานการณ์เกี่ยวกับนักโทษการเมือง
และการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกองกำลังฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาล
และกองกำลังของชนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ที่มีการสู้รบ

รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์เรื่อง “Dead Men Walking” (http://www.hrw.org/news/2011/07/12/burma-war-crimes-against-convict-porters)

กองกำลังฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลพม่าบีบบังคับให้นักโทษคดีอาญาจำนวนหลายร้อยคนทำงานเป็นลูกหาบในหน่วยทหารในพื้นที่สู้รบในรัฐกะเหรี่ยง
ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ลูกหาบที่เป็นนักโทษเหล่านั้นให้ทำหน้าที่เป็น “โล่มนุษย์”
ด้วยการบังคับให้เดินฝ่าเข้าไปบริเวณที่มีกับระเบิดฝังไว้อย่างหนาแน่น
และเป็นเกราะป้องกันไม่ให้กองกำลังฝ่ายรัฐบาลพม่าถูกซุ่มโจมตี
ลูกหาบเล่านี้ตกเป็นเหยื่อของการสังหารนอกเหนือกระบวนการยุติธรรม, การซ้อมทรมาน
และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ
ในฐานะที่ที่ประเทศไทยเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดของประเทศพม่า
และร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
ซึ่งยึดหลักการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ดังนั้น
ประเทศไทยจึงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่กำลังเลวร้ายลงในประเทศพม่าได้

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านแสดงท่าที่ที่แข็งขัน
และชัดแจ้งในการสนับสนุนให้มีคณะกรรมการระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่า
เพื่อให้เกิดการรับผิดขึ้นในที่สุด
โดยคณะกรรมการดังกล่าวควรสอบสวนรายงานเกี่ยวกับการละเมิดกฏหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน
และด้านมนุษยธรรมโดยทุกฝ่ายตั้งแต่ปี 2545
ซึ่งหลายกรณีเข้าข่ายเป็นอาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เราเชื่อว่า
นอกจากการสอบสวนเช่นนี้จะช่วยสนับสนุน
และคุ้มครองเหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
และยุติวงจรของการไม่รับผิดที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในประเทศพม่าแล้ว
ยังจะเป็นการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน
และการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางในประเทศพม่าด้วย

จากประเด็นต่างๆ ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น
รัฐบาลของท่านควรเร่งดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้โดยด่วน
เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

 

• ออกคำสั่งอย่างชัดเจน และเปิดเผยให้กองทัพ, ตำรวจ และหน่วยงานอื่นๆ
ของรัฐบาลรวมมืออย่างเต็มที่กับการสอบสวนรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน
• ผ่านมติคณะรัฐมนตรีที่มอบอำนาจในการออกหมายเรียกพยานหลักฐานแก่ คอป.
และมอบทรัพยากรที่จำเป็นต่อการที่ คอป.
จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ และมีประสิทธิภาพ

ประเมินสถานะของผู้ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมประท้วงของ
นปช. และคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เพื่อรับรองว่า บุคคลเหล่านั้นได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสมตามหลักนิติรัฐ
และมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน
ซึ่งรวมถึงสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยประกันตัว

ยุติมาตรการปิดกั้นสื่อทั้งหมดที่มีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทันที
และประกาศนโยบายที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการแก้ไขพระราชกำหนดการบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน,
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์
 

เราเชื่อมั่นว่า ท่านจะพิจารณาข้อเสนอข้างต้น และให้ความสำคัญกับการส่งเสริม
และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาล
โดยเรายินดีที่จะหารือกับท่านโดยตรง รวมทั้งให้คำปรึกษา และความช่วยเหลือต่างๆ
เท่าที่จะสามารถทำได้ เราขอขอบคุณที่ท่านให้ความสนใจพิจารณาความเห็นของเรา
และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการตอบสนองด้วยดีจากท่าน

ขอแสดงความนับถือ

แบรด อดัมส์

ผู้อำนวยการแผนกเอเชีย

ฮิวแมนไรท์วอทช์

*******
คลิปเกี่ยวเนื่อง:ศปช.แถลงข้อมูล!ตาย 93 ศพ


type=application/x-shockwave-flash width=420
src=http://www.youtube.com/v/mSEQbxsN3og?version=3&hl=th_TH
allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always">



width=420 src=http://www.youtube.com/v/0KTiOdhPCPU?version=3&hl=th_TH
allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always">




 

มือขวาจิรายุมาเอง-บทบาทของเสี่ยต้อยในวาระนี้
ที่สวมบทบาทไล่ล่าแม่มดด้วยข้อหาหมิ่นฯนั้นดูหมิ่นเหม่มากเกินไปไหม
เพราะใครในประเทศนี้ที่จะไม่รู้บ้างว่าเขามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผอ.สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ดร.จิรายุอย่างไร แนบแน่นขนาดไหน

และดร.จิรายุนั้นเป็นใคร?

ลำพังแค่คำถามและความสงสัยเพียงนี้ ก็กระทบกระเทือนต่อเบื้องสูงแล้ว
ดร.จิรายุคิดดีแล้วหรือไรในการให้ม้าใช้ใกล้ชิด-เสี่ยต้อยร้อยล้านรับงานนี้
…หาคนไกลๆตัวหน่อยถามเสี่ยต้อยดูได้ ประเภทที่เนียนๆไม่โฉ่งฉ่าง ไม่มีบูมเมอแรงระดับนี้

ด้วยความห่วงใยดร.จิรายุ และด้วยความอยากร่วมเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันฯ


 

สำนักงานของ TNews ตั้่งอยู่บนอาคารของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
และตัวสนธิญาณ ผู้บริหารก็เป็นที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินฯ(บก.ลายจุด:โพสต์ลงเฟซบุ๊ค)




ผู้แทนของสำนักงานทรัพย์สินฯ-นายสนธิญาณ หนูแก้ว
ผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
(ขวาสุด)เมื่อครั้งเป็นตัวแทนสำนักงานทรัพย์สินฯไปร่วมกิจกรรมการกุศลนัดหนึ่ง(ภาพข่าว:positioningmag)

-อ่านข่าวเพิ่มเติม:สนธิญาณ
ที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มอบเงินชวยเหลือทหารพลีชีพชายแดนเขมร
24 เมษายน 2554

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 สิงหาคม 2553



 

นักข่าวร้อยล้าน-เสี่ยต้อยกับชีวิตพอเพียงในคฤหาสถ์พื้นที่ 1
ไร่ริมทะเลสาบ และทรัพย์สินที่มีมากกว่า 100 ล้านในวันนี้

สำนักข่าวT-NEWSของสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม หรือสนธิญาณ หนูแก้ว ได้ปักหลักทำสกู๊ปทาง"ช่องหอยม่วง"โทรทัศน์ช่อง
11 ให้ร้ายว่าเสื้อแดงเคลื่อนไหวล้มสถาบันเบื้องสูง อย่างต่อเนื่อง
ในเวลานี้วิทยุเครือข่ายกองทัพบกเปิดช่องให้เขากล่าวหาฝ่ายเรีบกร้องประชาธิปไตยเป็นพวกล้มสถาบัน
และวันนี้เขาใช้มวลชนจัดตั้งนี้ไปกดดันให้ปิดสิ่งที่เขาเรียกว่า"เว็บไซต์หมิ่นฯ"

โดยวันนี้องค์กรมวลชนจัดตั้งนี้ได้ยื่นแถลงการณ์
ขอให้กำลังใจและสนับสนุน รมต.ICT ปราบเว็บหมิ่นอย่างเด็ดขาด
โดยมีเนื้อหาแถลงการณ์ดังต่อไปนี้

 

แถลงการณ์ ขอให้กำลังใจและสนับสนุน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการถวายความจงรักภักดี
โดยการปราบปรามเวปไซด์และเครือข่ายโซเชียล มีเดีย ที่กระทำความผิดตามกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๑๒

ตามที่ได้มีเวปไซด์และเครือข่ายโซเชียล มีเดีย
ของกลุ่มขบวนการที่จาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น เวป นปช.ยูเอสเอ ,
ไทยอีนิวส์ ,ไทยฟรีนิวส์, Democray100 Percent เป็นต้น
ได้ทำการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์
และเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ มาโดยตลอด

ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ประกาศว่ามีนโยบาย
จะดำเนินการปราบปรามเวปไซด์หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์และบังคับใช้กฎหมายพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
อย่างเด็ดขาด นั้น

ประชาชนและเครือข่ายมวลชนที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ดังมีรายนามข้างล่างนี้
เห็นว่า การประกาศนโยบายนี้ ได้เห็นในความตั้งใจจริงของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ซึ่งเป็นนายทหารที่จบจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ ๒๓
เป็นนายทหารอากาศที่ผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแล้ว
และท่านยังเป็นหัวหน้าฝูงบินขับไล่ F 16 ครั้งแรกนอกประเทศของกองทัพอากาศไทย
และยังได้รับโล่เชิดชูเกียรติรางวัล “เชิดวุฒากาศ”จากโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ
ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของข้าราชการทหาร เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า
เป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ฉะนั้นพวกเราจึงมาให้กำลังใจและสนับสนุนในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน

เครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันฯ
เครือข่ายพิทักษ์จักรีวงศ์เขตกรุงเทพฯ

โดนจับได้
อุ๊ยตาย!อายจังหมอตุลย์รับงานสนธิญาณไปICTใช้รถคันเดียวกับปชป.หาเสียง





ที่เว็บบอร์ดประชาทอล์ก มีการโพสต์แฉว่า รถคันที่หมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์
รับงานนายสนธิญาณไปยื่นหนังสือแถลงการณ์กับICTวันนี้(ภาพล่าง)เป็นคันเดียวกับที่พรรคประชาธิปัตย์เคยใช้เป็นรถหาเสียงที่นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะเคยใช้บริการ(ภาพบน:จากข่าวสด)
คือรถกระบะมิตซูบิชิสีขาว ทะเบียน ษต 5386 ลำโพง 8 หลอด
*********
น่าประหลาดที่ว่าชายผู้นี้ในอดีตเคยคุยกับใครต่อใครว่าเคยเข้าป่าจับปืนกับพรรคคอมมิวนิสต์ฯหวังพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
สร้างสังคมใหม่ที่ไม่มี"เจ้า" เป็นอริราชศัตรูต่อราชบัลลังก์มาก่อน
มาวันนี้เมื่อเป็นนักข่าวที่มีคำว่า"เสี่ย"100ล้านนำหน้า
กลับใช้ข้อหาเดียวกับที่พวกฝ่ายขวาสุดโต่งเคยใช้เมื่อยุค30กว่าปีก่อน
มาให้ร้ายขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเสื้อแดง…

นอกจากการทำสกู๊ปข่าวป้ายสีผ่านช่องหอยม่วงแล้ว เวบไซต์
tnewsของเสี่ยต้อยร้อยล้านก็โหมกระพือเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง




 

กลางใจอำมาตย์-เมื่อไวๆนี้สนธิญาณให้สัมภาษณ์สื่อว่าเขาเป็นสื่อที่เลือกข้างน้อยที่สุดแล้ว
ค่อนข้างจะเป็นกลางมากที่สุด

ในซีรีส์ชุด"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่นที่เคยลงเผยแพร่ในไทยอีนิวส์
ผู้เขียนคือคุณ"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"กล่าวในเชิงตั้งข้อสงสัยว่า สนธิญาณ หนูแก้ว
ดูจะมี"ภารกิจลับ"ในการใช้สื่อวิทยุของเขาที่ได้ทุนจากสำนักงานทรัพย์สินฯในการเปิดข่าวสกัดไม่ให้ณรงค์
วงศ์วรรณ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และ"บิ๊กสุ"ได้เสียสัตย์เพื่อชาติเป็นายกฯ
นำไปสู่การประท้วงขับไล่สุจินดาออก จากนั้นเขาก็เป็นคนวิ่งเต้นเส้นสายให้อานันท์
ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีพระราชทานรอบ 2
และเขาเข้าไปประมูลสถานีโทรทัศน์itvจากรัฐบาลอานันท์ได้
แต่หุ้นส่วนแตกคอกันเสียก่อน

การกลับมาของสนธิญาณหนนี้ในการใช้สื่อช่อง 11 โจมตีว่าเสื้อแดงจะล้มสถาบัน
และประกาศโจมตีทางเวบไซต์tnewsของเขาจึงน่าจับตามองว่าต้อยสนธิญาณได้รับภารกิจลับระดับสูงอะไรมาอีกหรือไม่?

ด้านล่างนี้คัดมาจากซีรีส์ลากไส้สื่อเหี้ย ตอน"จากไดโนเสาร์วิวัฒนาการมาเป็นเหี้ย"




 

*นอกจากรายการทีวีทางช่องหอยม่วงแล้ว
เสี่ยต้อยร้อยล้านยังออกหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คให้ร้ายขบวนการประชาธิปไตยด้วย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม(หนูแก้ว)
ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวINNซึ่งมีบทบาทสกัดไม่ให้ณรงค์ วงศ์วรรณขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
ในที่สุดบิ๊กสุต้องเสียสัตย์เพื่อชาติมาเป็น นำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
และเขาต้องตามไปแก้ไขในตอนจบของเหตุการณ์แบบลึกลับ

ทีนี้เพื่อตอบคำถามว่าทำไมชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ เพื่อนผู้พี่ของต้อย
ตอนนี้ดูจะออกแนวเหลืองๆ ผมก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
เป็นเรื่องที่ชัชรินทร์เคยบอกคนใกล้ชิดว่าเขาจะเก็บเรื่องนี้ให้ตายไปกับตัว …

อย่างที่ผมเล่าไปว่าชัชรินทร์ชอบคบคนไม่มีอำนาจ หรือหมดอำนาจแล้ว
มันก็มีองค์กรหนึ่งเคยมีอำนาจ ดันมาหมดอำนาจเพราะป่าแตก
ก็คือพรรคคอมมิวนิสต์…ชัชรินทร์ก็ไปเอาพิรุณ ฉัตรวณิชกุล
กรรมการกลางพรรคฯมาลงสัมภาษณ์ในหนังสือรายสัปดาห์ของเขา
พิรุณก็พูดไปหลายเรื่องรวมทั้งเรื่องสมัชชา4พคท.ที่ทำให้ป่าแตก
แล้วก็แนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธ

แต่ความซวยมาเยือน ทางการจับพิรุณได้พร้อมกับเมียคืออาจารย์ชล
ตอนนั้นตั้งท้องแก่อยู่เป็นที่น่าอนาถมาก ชัชรินทร์ก็ต้องไปนอนคุกด้วย
ตรงนี้จะเห็นว่าชัชโดนคุกข้อหาเป็น”แดง”
มาวันนี้เสือกออก”เหลือง”นี่คนคงงองู2ตัวแดก

ชัชรินทร์ยังมีความสนิทสนมกับพวกป่าแตกอีกหลาย
ในนั้นรวมทั้งคนเขียนหนังสือเรื่อง”จากดอยยาวถึงภูผาจิ”ชื่อนามปากกาจันทนา
ฟองทะเล
ฟังแล้วออกหญิงแต่แกเป็นผู้ชายนะฮะ แล้วก็ไปทำงานที่มหาลัยรังสิต
กลายเป็นมือขวาดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ไป

ในยุครสช.มีการตั้งพรรคสามัคคีธรรมขึ้นพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ
เป็นหัวหน้าพรรค ส่วนประธานสภาดร.อาทิตย์ได้เป็น
และเป็นหนแรกในรอบหลายสิบปีที่ให้ประธานสภาผู้แทน เป็นประธานรัฐสภา
มีสิทธิ์ในการเสนอชื่อทูลเกล้าใครเป็นนายกฯ

ตามคิวก็ต้องเป็นพ่อเลี้ยงณรงค์
แต่พ่อเลี้ยงณรงค์ดันโดนสำนักข่าวINNที่เพิ่งตั้งได้หมาดๆแฉว่าแกค้าผงขาวตราสิงโตคู

่เหยียบลูกโลก จนอเมริกาไม่ให้วีซ่าเข้าประเทศ

สำนักข่าวINNนั้นก่อตั้งโดยเพื่อนผมคือไอ้ต้อย-สนธิญาณ
หนูแก้ว(ตอนหลังมาเปลี่ยนเป็นชื่นฤทัยในธรรม เพราะมันชักแก่วัด)
ไอ้ต้อยนี่เป็นคนปักษ์ใต้ ตัวดำสะตอพันธุ์แท้ เข้าป่ามาออกมายังไงไม่รู้
เสือกไปสนิทกับอาจารย์จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยาซะงั้น
อาจารย์จิรายุก็คือผู้อำนวยการทรัพย์สินฯไง พูดง่ายๆคือคนหาเงินให้ข้างบน

ไอ้ต้อยก็ให้อาจารย์จิรายุหนุนตั้งสำนักข่าวขึ้นมา
ส่วนว่าINNไปเล่นพ่อเลี้ยงณรงค์จนชวดเก้าอี้นายกฯ เลยไปจบที่สุจินดา
จนบานปลายเป็นพฤษภาทมิฬนี่ถือเป็น”แผนสมคบคิด”กันหรือเปล่า
ผมก็ไม่อยากเดา เพราะไม่มีข้อมูลสนับสนุน แต่มันมีความเป็นไปเป็นมาอย่างนี้
ใครจะอยากสงสัยก็เชิญ ผมไม่เกี่ยว

พอเกิดพฤษภาทมิฬ ไอ้ต้อยก็ไปม็อบลุยกันใหญ่วันที่ยิงกันหน้าโรงแรมรอแยล
ใครจะหนีก็ช่าง แต่ไม่ใช่ไอ้ต้อย ไอ้นี่บัญชาการลุยแถวหน้าเลยทีเดียว
มันบอกมี"พระดี"เลยรอดมาได้

พอพฤษภาทมิฬจบ ในหลวงเรียกเด็กๆเข้าไปหมอบ แล้วฟาดก้นคนละป๊าบให้เลิก แต่ปัญหาไม่จบ
เพราะต้องตั้งนายกฯใหม่ พวกพรรคสามัคคีธรรมก็หน้าด้านบอกว่า
ก็พวกประท้วงอยากได้นายกฯจากการเลือกตั้งไม่ใช่เหรอ
งั้นพวกกูก็ขอใช้สิทธิ์ให้หัวหน้าพรรคคนใหม่คือพล.อ.อ.สมบุญ ระหงส์ เป็นนายกฯ
คนก็ยี้กันทั้งประเทศ ขอให้ยุบสภา แต่ตอนนั้นนายกฯก็ไม่มี มันก็ต้องหา
หาไม่โดนใจเดี๋ยวมีม็อบภาค2อีก เพราะม็อบยังไม่แตกสนิท
ไอ้ตู่จตุพรพาคนหลบไปสมรภูมิม.รามฯอยู่

อันนี้เรื่องของเรื่องเลยมาถึงบทตัวพระออกโรง คือชัชรินทร์นี่รู้จักกับจันทนา
ฟองทะเล มือขวาของดร.อาทิตย์ที่เป็นประธานสภา อีกฟากก็สนิทกับไอ้ต้อย
มือขวาอาจารย์จิรายุชนิดเป็นพี่น้องรักกันมาก ชัชรินทร์เลยต้องเป็นmatch makerไป

ชัชรินทร์เล่าให้คนใกล้ชิดฟังว่า เขาก็ได้ตัวประธานสภามาอยู่กับเขา
แล้วเขาก็ได้ดร.จิรายุพาเข้าวัง
ตอนเข้าวังไปนี่ชัชรินทร์ซึ่งเคยถูกจับข้อหาคอมฯก็บอกว่าทึ่งมาก
เพราะในห้องทรงงานเต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องไม้ไฮเทค
ชนิดที่ว่าแฟ็กซ์นี่เพิ่งมีกันในเมืองไทยตอนนั้น
แต่ห้องทรงงานนั้นน่าจะมีอินเตอร์เน็ตใช้กันแล้ว…อย่าลืมว่าเป็นพ.ศ.2535นะ

ขอข้ามเรื่องวงในไป เดี๋ยวผมจะซวยฐานรู้มากแล้วเอามาเผยในที่แจ้ง
สรุปก็คือตามที่คนไทยและชาวโลกตกตะลึงกันตอนนั้นคือ
แทนที่รถของวังจะนำตราตั้งพระบรมราชโองการไปบ้านพล.อ.อ.สมบุญที่แต่งตัวชุดขาวรออยู่ท่ามกลางสำนักข่าวเพียบ
และเสียงคนด่าแม่ทั้งประเทศ ก็ขับเลยไปบ้านนายอานันท์ ปันยารชุน
และก็เรียบร้อยโรงเรียนจิตรลดาอย่างที่รู้กัน อานันท์เป็นนายกบร๊ะราชทานรอบ2!

ความสัมพันธ์ของชัชรินทร์กับสนธิญาณก็เหนียวแน่นยาวนานมาป่านนี้
ตอนนี้สนธิญาณก็ตั้งกลุ่มห่าเหวอะไรซักอย่างมั้ง
ที่ให้สินบน1ล้านจับไอ้เหลี่ยมนั่นแหละ ส่วนชัชรินทร์ก็มาสัมพันธ์กับพี่เปลว
ไทยโพสต์ที่แกเกลียดเหลี่ยมยังกะขี้ด้วย ก็เลยอาจจะเหลืองไปด้วย

คนหนังสือพิมพ์นี่อย่างผมด่าไปหากไม่ขายวิญญาณให้ซาตานเพราะกลายเป็นหมาหิวเงิน
ก็อาจขายด้วยเหตุผลพิเศษอื่นๆ อย่างกรณีของชัชรินทร์นี่ไม่รู้ขายไปหรือยัง
ก็ลองสดับดู…


และส่วนว่าไอ้ต้อยคัมแบ็คมามีบทบาททางการเมืองหนนี้มันมีมิชชั่นลับ"ระดับสูง"เหมือนตอนพฤษภาทมิฬหรือไม่
ก็คอยดูๆกันไป


ในแวดวงนักข่าวแล้วต้อยมีสายสัมพันธ์แน่นเหนียวกับชัชรินทร์ ไชยวัฒน์
นอกจากนั้นก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสุนันท์ ศรีจันทรา
ที่ตอนนี้จัดรายการทางทีวีวิทยุให้ร้ายฝ่ายเสื้อแดงทุกวัน
และมักชวนคนดูคนฟังของสุนันท์ให้เตรียมใช้ความรุนแรงกับคนเสื้อแดง
รวมทั้งสนิทสนมกับสำราญ รอดเพชร โฆษกพันธมิตรด้วย

ต้อยยังแนบแน่นกับเอ๋-สมชาย แสวงการ ในยุคทำงานINN
ทั้งสองถึงขั้นเปิดผับแถวซอยรางน้ำร่วมกัน ปัจจุบันสมชาย หรือเอ๋
มาเป็นสว.ลากตั้งในกลุ่ม 40 สว.รับใช้อำมาตย์

ขณะที่ในสำนักข่าวINNในปัจจุบันยุคของ"ลุงชาวใต้"ซึ่งเป็นทายาทที่เสี่ยต้อยสร้างไว้
ดูจะได้รับอิทธิพลจากเสี่ยต้อยลูกพี่เก่าไม่น้อย สังเกตจากพาดหัวข่าว
หรือข่าวที่ส่งทางSMSมักจะมีธงมีทางที่คอยดิสเครดิสเสื่อแดง
ฝ่ายที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย
และอิงแอบแนบชิดกับอำมาตย์อยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

สายสัมพันธ์สนธิญาณ+จิรายุ ผอ.สำนักงานทรัพย์สินฯ+บุญชัยอดีตเจ้าของDTAC




 

ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรมาเจอกัน-ต้อยกับเอ๋-สมชาย
แสวงการ(ซ้าย)ยุคทำงานINN ทั้งสองถึงขั้นเปิดผับแถวซอยรางน้ำร่วมกัน
ปัจจุบันสมชาย หรือเอ๋ มาเป็นสว.ลากตั้งในกลุ่ม 40 สว.รับใช้อำมาตย์

ต้อย สนธิญาณเล่าให้นิตยสารwho? magazine
ฟังถึงชีวิตเขาจากกุ๊ยมาเป็นนักข่าวรวยระดับ100 ล้านในวันนี้
ก็เพราะได้ไปมีความสัมพันธ์กับดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา
ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และบุญชัย เบญจรงคกุล
อดีตนายใหญ่ยูคอม เจ้าของDTAC คู่แข่งคู่กัดมือถือของทักษิณ ชินวัตร
ดังความข้างล่างนี้

สมัยเป็นนักศึกษารั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ชื่อว่าเป็นนักกิจกรรมตัวยง ซึ่งทำให้
ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี
และการเป็นนักกิจกรรมนี้เองทำให้เขามีโอกาสร่วมงานกับ ดร.จิรายุ อิศรางกูร
ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

และกลายเป็นจุดหักเหที่ทำให้เขาได้มีโอกาส
กระโดดเข้าสู่งานชิ้นสำคัญทางด้านสื่อโทรทัศน์และวิทยุ

เส้นทางการก้าวเข้าสู่ชีวิต"นักข่าว"ของสนธิญาณ เริ่มต้นจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3
สมัยที่ประชา มาลีนนท์ ลูกชายคนรองของ วิชัย มาลีนนท์
เป็นผู้ควบคุมดูแลงานทางด้านข่าวของสถานี จากนั้นโลดแล่น อยู่บนถนนน้ำหมึก ร่วมกับ
ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ทำหนังสืออาทิตย์วิเคราะห์
ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เขาก้าวสู่เส้น ทางธุรกิจวิทยุ จัดตั้งสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น
(INN) บุกเบิกการนำเสนอข่าว 24 ชั่วโมง สร้างความฮือฮาให้กับ
วงการสื่อด้านวิทยุอย่างมากในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา

จวบจนเมื่อครั้งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก้าวเข้าสู่กิจการทางด้าน “สื่อ”
ในนามของสยามทีวี แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชั่น เขาได้รับมอบหมายจาก
ดร.จิรายุให้เข้ามารับงานชิ้นนี้ ซึ่งมีส่วนร่วมกับทีมของ จุลจิตต์ บุณยเกตุ
ในการทำข้อเสนอในการยื่นประมูล จนกระทั่งสามารถคว้างานประมูลมาได้ ทำให้ก้าวกระโดด
สู่สยามทีวี และเป็นสื่อประเภทเดียวที่ยังไม่มีโอกาสทำสำเร็จ
เพราะมีปัญหาของผู้ถือหุ้นเสียก่อน ทั้งนี้
ในช่วงที่ไอเอ็นเอ็นไปมีสายสัมพันธ์กับมีเดียพลัส
ก็เคยมีการตกลงจะผลิตข่าวป้อนให้ไทยสกายทีวีมาแล้ว แต่ความฝันต้องสลายเป็นครั้งที่
2

ไม่นาน สนธิญาณจึงกลับไปปักหลักใหม่กับไอเอ็นเอ็นอีกครั้ง
แม้ว่าคลื่นข่าวของไอเอ็นเอ็นยัง สามารถจับกลุ่มผู้ฟังได้เหมือนเดิม
แต่ปัญหาครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนครั้งก่อน เมื่อต้องมาเจอกับเรื่องเงินลงทุน
เพราะสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็บอบช้ำ
เพราะขาดทุนกับธุรกิจทางด้านสื่อและโทรคมนาคมมาไม่น้อย จึงลดการ
ลงทุนในธุรกิจสื่อลงทั้งหมด เขาจึงต้องหาพันธมิตรรายใหม่มาร่วมลงทุนในไอเอ็นเอ็นแทน

และเป็นเวลาเดียวกันที่กลุ่มยูคอมกำลังขยายธุรกิจทางด้านบรอดคาสติง
ยูคอมจึงกลายมาเป็น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในไอเอ็นเอ็น ไม่นานปัญหาก็เกิดขึ้นมากมาย
ทำให้เขาตัดสินใจออกมาก่อตั้งสถานีวิทยุ BUSINESS RADIO FM 96.5
จากนั้นมาตั้งสำนักข่าว ทีไอเอ็น เรดิโอ ใช้สถานีวิทยุ คลื่นหญิงพลังหญิง
และคลื่นหญิงพิทักษ์เมือง จนกระทั่งมาเปิดบริษัทของตัวเองในนาม สำนักข่าว T-NEWs,
บริษัท กรีน โพรเท็คท์ จำกัด และเป็นผู้บริหารคลื่นวิทยุ FM101 MHz, 102.5 MHz,
103.5 MHz, 104.5 MHz

และดร.จิรายุนั้นเป็นใคร?

ลำพังแค่คำถามและความสงสัยเพียงนี้ ก็กระทบกระเทือนต่อเบื้องสูงแล้ว
ดร.จิรายุคิดดีแล้วหรือไรในการให้ม้าใช้ใกล้ชิด-เสี่ยต้อยร้อยล้านรับงานนี้
…หาคนไกลๆตัวหน่อยถามเสี่ยต้อยดูได้ ประเภทที่เนียนๆไม่โฉ่งฉ่าง
ไม่มีบูมเมอแรงระดับนี้

ด้วยความเป็นห่วงดร.จิรายุ
และด้วยความอยากร่วมเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันฯ

*****

รู้จักเครือข่ายของเสี่ยต้อยนักข่าวร้อยล้าน:

-สำนักข่าวT-newsสารภาพเป็นคนทำซีดีโจมตีเสื้อแดง-เพื่อไทย

width=420 src=http://www.youtube.com/v/kL9ZsFvqYNQ?version=3&hl=th_TH
allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always">


-สนธิญาณ กับบทบาทกลุ่มสยามสามัคคี

ที่เคยลงขัน1ล้านจับทักษิณ,ขึ้นคัตเอาต์ต้านเสื้อแดง และฯลฯ


-ไอ้คลั่งสุนันท์ปลุกระดมผ่านสื่อฆ่าหมู่เสื้อแดง
พฤติกรรมเลียนแบบวิทยุแห่งความตายรวันดา


-อดีตผู้นำนศ.6ตุลาคลั่งยุปราบเศษมนุษย์เสื้อแดง


-สื่อกระหายเลือดเปลว สีเงิน:ฆ่าเสื้อแดงไม่บาป!..


-ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-ดร.สมเกียรติ-พญาไม้-ไพศาล แต่ประชัยเจอตอเบ้อเร่อเลย


-รู้จักหัวโจกสำนักข่าวINN


-ซีรีส์ฮาร์ดคอร์ลากไส้สื่อเห้(18ตอนจบ):กำเนิดและอวสานของมหากาพย์ถลกหนังสื่อเหี้ยมม.ม้าหาย



กลุ่มองค์กรที่เรียกตนเองว่า “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” (กสม.) พยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำลายการท้าทายทางกฎหมายในปัญหาเรื่องการไม่ต้องรับโทษในการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่องของกองทัพไทยและกลุ่มคนที่ร่วมสังหารคนเสื้อแดงในกรุงเทพมหานครเมื่อปี
2553 เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายที่เราต้องย้ำเตือนกสม.อีกครั้งว่าการที่อดีตนายกรัฐมนตรีนายมาร์ค
อสิทธิ์ถือสัญชาติอังกฤษ ทำให้เขาตกอยู่ภายใต้อำนาจการพิจารณาคดีของไอซีซี-โรเบิร์ต
อัมสเตอร์ดัม

 

 

 

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

 

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความนปช.กล่าวตอบโต้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยว่า
คำร้องต่อไอซีซี ยัง “ดำเนินต่อไป” และมีมูลทางกฎหมายอย่างครบถ้วนในเวบไซต์ของเขา
เมื่อวานนี้ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

กลุ่มผู้จัดงานสัมมนาหัวข้อศาลอาญาระหว่างประเทศกำลังพยายามหลอกลวงประชาชนไทยด้วยวิธีการที่น่าตกใจอย่างไม่ต้องสงสัย
สิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจน-ซึ่งตรงข้ามกับข้อความที่กลุ่มบุคคลผู้จัดงานเลือกใช้คือ
คำร้องของเราต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ยัง “ดำเนินต่อไป” และมีมูลทางกฎหมายอย่างครบถ้วน

 

สิ่งที่น่ากลัวคือ กลุ่มองค์กรที่เรียกตนเองว่า
“คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” (กสม.) พยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำลายการท้าทายทางกฎหมายในปัญหาเรื่องการไม่ต้องรับโทษในการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่องของกองทัพไทยและกลุ่มคนที่ร่วมสังหารคนเสื้อแดงในกรุงเทพมหานครเมื่อปี
2553

 

เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายที่เราต้องย้ำเตือนกสม.อีกครั้งว่าการที่อดีตนายกรัฐมนตรีนายมาร์ค
อภิสิทธิ์ถือสัญชาติอังกฤษ ทำให้เขาตกอยู่ภายใต้อำนาจการพิจารณาคดีของไอซีซี

 

กสม. ควรจะตื่นจากภาพลวงตาและรับรู้ว่า
สำนักงานกฎหมายของผมจะยังคงเดินหน้าและใช้ทุกวิธีการทางกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายในปนะเทศไทยเพื่อนำตัวผู้ที่ทำร้ายและสังหารลูกความของผมและครอบครัวของพวกเขามาลงโทษ
กสม.และผู้เข้าร่วมสัมมนานี้สามารถเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเรื่องการไม่ต้องรับโทษในการกระทำความผิดต่อไป
หรือเข้าร่วมกับกลุ่มคนที่ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอันแท้จริงในประเทศไทย


 

ผมยินดีที่จะตอบคำถามทุกคำถามเกี่ยวกับคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศผ่านทางเฟคบุ๊คของผมที่

http://www.facebook.com/robert.amsterdam

 

ทั้งนี้นายอัมสเตอร์ดัมได้อ้างถึงคำแปลภาษาไทยของจดหมายเชิญจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ดังต่อไปนี้

 

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

120 ชั้น 6 ตึกบี
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ
ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร 10210
8 สิงหาคม พ.ศ.
2554

 

หัวข้อ: คำเชิญเพื่อบรรยายในงานสัมมนาหัวข้อ
“ศาลอาญาระหว่างประเทศและสังคมไทย: จากการอธิปรายทางการเมืองไปสู่นโยบายของรัฐ”
ถึง เลขานุการพรรคเพื่อไทย
เอกสารที่แนบมา: 1) ตารางงานสัมมนา “ศาลอาญาระหว่างประเทศและสังคมไทย:
จากการอธิปรายทางการเมืองไปสู่นโยบายของรัฐ”
2) ใบตอบรับ

 

ในหลายปีที่ผ่านมา “ศาลอาญาระหว่างประเทศ
(ไอซีซี)” เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อไอซีซีถูกนำมาใช้ในบริบททางการเมือง
(ที่ถูกแต่งขึ้นมา) และมีการอ้างถึงอำนาจการพิจารณาคดีของศาลเพื่อนำตัวกลุ่มบุคคลที่อาจมีส่วนรับผิดชอบต่อความรุนแรงทางการเมืองขนาดใหญ่ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสียต่อประชาชนหลายราย
แท้จริงแล้วศาลอาญาระหว่างประเทศมีจุดมุ่งหมายเพื่อยุติปัญหาของวัฒนธรรมการไม่ต้องรับโทษในการกระทำความผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง
ไอซีซีคือกลไกลที่จะป้องกันการสังหารหมู่
ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมความรุนแรงต่อมวลมนุษยชาติ

 

ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญาของไอซีซี
ดังนั้นไอซีซีจึงไม่มีอำนาจการพิจารณาในประเทศไทยไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ดังนั้นข้ออ้างในอดีตเป็นเพียงการแต่งเรื่องทางการเมืองเพื่อทำสร้างความสับสนต่อสาธารณชนเท่านั้น
เหตุผลที่ประเทศไทยยังไม่เป็นสมาชิก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขั้วอำนาจทางการเมือง หน้าที่และข้อผูกพันที่ไม่ชัดเจนของศาล
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างศาลไทยและไอซีซี แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ
การที่นักการเมืองไทยไม่มีทิศทางและความปรารถนาที่จะปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และคณะกรรมาธิการสนับสนุนสิทธิมนุษยชนจึงจัดสัมมนาหัวข้อ
“ศาลอาญาระหว่างประเทศและสังคมไทย: จากการอธิปรายทางการเมืองไปสู่นโยบายของรัฐ” เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในการเข้าร่วมไอซีซีของประเทศไทย

 

ดังนั้น เราจึงขอเรียนเชิญท่านหรือตัวแทนบรรยายในหัวข้อ
“ศาลอาญาระหว่างประเทศและประชาชนไทย: ศรัทธา ความคาดหวัง และวัตถุประสงค์” ในวันพฤหัสบดีที่
8 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 14.15-17.00 น. ที่ ห้องประชุม โรงแรมรามาการ์เดน กรุงเทพมหานคร


 

ด้วยความนับถือ
แท้จริง ศิริพานิช
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

 


แดงยุโรปจัดคอนเสิร์ตฉลองชัยในปารีส ทนายโรเบิร์ตจ่อเข้าไทยคุ้ยข้อมูลเด็ดมัดคอฆาตกรส่งICC

 

UDD THAI OF EUROPE รายงานว่า ได้ร่วมกับสมาคมรวมใจไทย ในประเทศฝรั่งเศส จัดกิจกรรมพบปะสังสรรค์ตามประสาคนแด๊งแดง
และฉลองชัยชนะในขั้นต้นที่พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเกินกว่าครึ่งหนึ่ง จนทำให้ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย
เมื่อเร็วๆนี้

 

 

 

โดยงานนี้นอกจากคนเสื้อแดงจากหลายประเทศในสหภาพยุโรปเข้าร่วมงานแล้ว
ก็ยังได้รับเกียรติจากทนายความนปช. Mr. ROBERT AMSTERDAM ซึ่งเดินทางมาเพื่อพบปะพี่น้อง
นปช. อียู ณกรุงปารีส ที่มารอต้อนรับกว่าสองร้อยคน โดยได้ร่วมงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์รับประทานอาหาร
และการเปิดมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินเสื้อแดง

 

 

 

นอกจากนั้น คุณอัมสเตอร์ดัมได้เปิดโอกาสให้พี่น้อง นปช. อียู ได้ซักถามถึงความคืบหน้าของคดี
ที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (ICC) กรณีรัฐบาลอภิสิทธิ์สลายการชุมนุมที่แยกคอกวัว
และราชประสงค์ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วมร้อยคน และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน ซึ่งได้รับคำตอบเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง
ว่า คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม อีกทั้งได้มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเสื้อแดงนปช.อียูด้วย

ทั้งนี้นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวแสดงความหวังว่า เขาจะได้มีโอกาสเดินทางเข้าเมืองไทยให้ได้ก่อน
เพื่อเก็บพยานหลักฐานเพิ่มเติม เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ห้ามเขาเข้าประเทศเลยทำให้ทำงานลำบาก
แต่ถ้าสามารถเข้าเมืองไทยได้เมื่อไหร่ทุกอย่างจะง่ายขึ้น

 

 

ก่อนเดินทางกลับได้ร่วมถ่ายภาพหมู่กับคระกรรมการนปช.อียู นำโดย คุณมนูญ มิ่งชัย
ประธานฯนปช.อียู และคุณน้อย ชัชวาล รองประธานสมาคมรวมใจไทย
จากนั้นเป็นการทักทายปราศรัยของพี่น้องตัวแทนเสื้อแดงจากแต่ละประเทศ เช่น เดนมาร์ก
นอร์เวย์ สวีเดน เยอรมนี ฝรั่งเศส สก๊อตแลนด์ เบลเยี่ยม ฯลฯ และสนุกสนานตามประสาคนแด๊งแดง
กับมินิคอนเสริต์ศิลปินเสื้อแดง คุณแป๊ะ บางสนาน หลังจบงานแล้ว ในวันรุ่งขึ้นประธานฯมนูญ
มิ่งชัย จึงถือโอกาสนี้ประชุมคณะกรรมการทั้งหมดถึงจุดยืนและแนวทางก้าวต่อไปของกลุ่ม
นปช.อียู
ชมภาพกิจกรรมทั้งหมดได้ที่
http://www.thairedeu.com/wp/

 

 

จุดพลุฉลองชัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหลังทราบผลเลือกตั้ง3ก.ค.


จุดพลุฉลอง-คนเสื้อแดงนัดหมายฉลองชัยทั่วทั้งโลก
โดยในต่างประเทศมีนัดหมายรวมพลลุ้นผลเลือกตั้งนับจากเวลาเที่ยงวันที่หลายรัฐในอเมริกา
ที่ยุโรปรวมตัวกันที่เยอรมนี ส่วนในไทยมีนัดหมายกันที่ทำการพรรคเพื่อไทย
และฉลองที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในช่วงค่ำ รวมทั้งอนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์
เชียงใหม่ และทุกพื้นที่ทั่วไทย

เชียงใหม่ฉลองสุดเหวี่ยง
 

บรรยากาศเฉลิมฉลองชัยชนะของคนเสื้อแดงเชียงใหม่ที่อนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์

CHICAGO ,USA

ภาพชาวไทยในชิคาโก้
มลรัฐอิลลินอยส์ได้ออกมมาร่วมกันเฉลิมฉลองชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
โดยแจ้งว่า เราชาวเสื้อแดงและผู้ร้กประชาธิปไตยยังคิดถึงพี่น้องของเราอีกจำนวนมากที่ยังรอความยุติธรรมอยู่ในเรือนจำ
และอีกจำนวนมากที่ได้รับความบาดเจ็บล้มตาย

 

"แม้ว่าวันนี้พวกเราจะเฉลิมฉลอง แต่งานของผู้รักประชาธิปไตยยังต้องดำรงต่อไป
เราจะต้องทำการรณรงค์ให้ปลดปล่อยนักโทษการเมื่องทั้งหมด คนเสื้อแดงจงสามัคคีกัน"

LA+SANDIEGO,USA.

 

พลพรรคเสื้อแดงปิดร้านฉลองชัยที่แอลเอ และฉลองยาวต่อในวันชาติสหรัฐฯ 4 กรกฎา

 

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 กรกฎาคม 2554

เลือกตั้งจบไปแล้ว แต่ยังมีควันหลง มีผู้ตั้งกระทู้ในเวบบอร์ดไทยฟรีนิวส์เปิดเผยเอกสารที่ลงลายมือชื่อนางเมตตา
อุทกะพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง
แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)เจ้าของร้านหนังสือนายอินทร์ และผู้ผลิตนิตยสารแพรว
และหนังสือในเครืออมรินทร์พริ้นติ้ง ได้ส่งสารจากประธานถึงพนักงานบริษัทฯลงวันที่
30 มิถุนายน 2554 สั่งให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งวันที่ 3
กรกฎาคมที่ผ่านมานี้

สารจากประธานแจ้งว่า

แม้ว่าการเลือกตั้งจะเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่อาจบังคับได้
แต่ในฐานะประธานกรรมการบริหารบริษัท ซึ่งมีความห่วงใยชาติบ้านเมืองของเรา
จึงมิอาจนิ่งนอนใจได้ในเวลานี้
สิ่งที่ทำได้ในขณะนี้คือให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่พนักงาน ข้อแนะนำคือ

1.อย่ากาช่องNOโหวตเด็ดขาด เพราะนั่นคือกลุมพรางของผู้ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง

2.อย่าเลือกพรรคเล็กเพื่อความสะใจ เพราะไม่เกิดผลดีต่อประเทศชาติของเราเลย

3.จงเลือกพรรคใหญ่ที่มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
ถึงแม้ว่าการบริหารประเทศช่วงที่ผ่านมา อาจมีหลายสิ่งที่ไม่เป็นที่ถูกใจเรา
หรือมีข้อบกพร่อง
ก็ควรเป็นสิ่งที่น่าให้อภัยและน่าเห็นใจในข้อจำกัดที่บีบคั้นอยู่
ขอให้ดูที่ความตั้งใจของหัวหน้าพรรคที่เป็นผู้มีใจซื่อมือสะอาด
เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ชาติไทย
 

 

นางเมตตา อุทกะพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
อมรินทร์ฯกับพนักงานระดับผู้บริหาร

นอกจากเป็นเจ้าของร้านหนังสือนายอินทร์แล้ว อมรินทร์ยังเป็นเจ้าของนิตยสารกว่า 11
หัว คือ บ้านและสวน, แพรว,แพรวสุดสัปดาห์, เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค, ชีวจิต, WE, Room,
Real Parenting, Shape, Health and Cuisine และคือ Instyle


ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทอมรินทร์ฯประกอบไปด้วย

1. นางเมตตา อุทกะพันธุ์ 74,393,662 หุ้น คิดเป็น 37.20 %

2. นายระพี อุทกะพันธุ์ 22,572,106 หุ้น 11.29 %

3. น.ส.ระริน อุทกะพันธุ์ 18,533,684 หุ้น 9.27 %

4. บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด 5,863,158หุ้น 2.93 %

5. บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) 5,000,000 หุ้น 2.50 %

6. BNP PARIBAS SECURITIES SERVICES SINGAPORE BRANCH 4,924,730 หุ้น 2.46 %

7. BNP PARIBAS SECURITIES SERVICES, LONDON BRANCH 4,891,053 หุ้น 2.45 %

8. CHASE NOMINEES LIMITED 1 4,862,358 หุ้น 2.43 %

9. กองทุนเปิด อเบอร์ดีนโกรท 3,556,614หุ้น 1.78 %

10. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช 3,157,895 หุ้น 1.58 %

11. นายนิติ โอสถานุเคราะห์ 2,742,195 หุ้น 1.37 %

12. JEFFERIES & COMPANY, INC 1,622,400 หุ้น0.81%

13. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 1,263,158 หุ้น 0.63 %

14. นายเชวง ประพิณวงศ์ 1,260,000 หุ้น 0.63 %

15. MR.KENNETH RUDY KAMON 1,201,053 หุ้น 0.60 %

16. บริษัท พรอสเพคท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 1,100,050 หุ้น 0.55 %


 

ผมไม่ได้เสนอให้ “แก้แค้น” ใคร แต่เราต้องไม่ปล่อยให้คนที่กระทำความผิดลอยนวล
และปล่อยให้มีการละเมิดเสรีภาพเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก..เสื้อแดงสำคัญอย่างยิ่งในช่วงนี้
เพราะเราจะต้องไม่ปล่อยให้คนเสื้อแดงที่เสียสละและออกมาสู้เพื่อประชาธิปไตยโดนทอดทิ้งหรือหักหลัง(ภาพ:สำนักข่าวต่างประเทศเสนอภาพทักษิณ
ชินวัตร หัวเราะร่วนกับชัยชนะของน้องสาวของเขา ขณะที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ผู้พ่ายแพ้ ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์-REUTERS)

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
4 กรกฎาคม 2554

การเลือกตั้งครั้งนี้พิสูจน์อย่างเถียงไม่ได้เลย ว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่
มีวุฒิภาวะและอุดมการณ์ประชาธิปไตย
เพียงพอที่จะปฏิเสธเผด็จการมือเปื้อนเลือดของอำมาตย์

และสิ่งที่น่ามหัศจรรย์คือมันเป็นชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก
เพราะฝ่ายอำมาตย์ปิดกั้นสื่อ และกลั่นแกล้งสร้างอุปสรรค์ให้กับเพื่อไทย
และคนเสื้อแดงมาตลอด

 

แต่คำถามสำคัญหลังการเลือกตั้งคือ
รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะมีวุฒิภาวะและอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เท่าเทียมกับประชาชนผู้เลือกหรือไม่
และจะเดินหน้าพัฒนาสิทธิเสรีภาพกับประชาธิปไตย
หรือจะประนีประนอมแบบสกปรกกับฝ่ายเผด็จการ

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ พิสูจน์ว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่ก่อตั้งในค่ายทหาร
หลังการยุบพรรคพลังประชาชน ไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่เลย

และประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนขบวนการเสื้อแดงมาตลอด มันพิสูจน์อีกว่าพวกชนชั้นกลาง
สื่อมวลชน เอ็นจีโอเหลือง และพวกพันธมิตรฯ
โกหกเวลาพยายามแสวงหาความชอบธรรมกับการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา ภายใต้อคติหลอกลวงว่า

“มีการโกงการเลือกตั้งในอดีตโดยไทยรักไทย”

หรือ

“ประชาชนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงข้อมูลและไม่เข้าใจประชาธิปไตย”

สรุปแล้ว พวกที่สนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา สนับสนุนพันธมิตรฯ
สนับสนุนการปราบปรามคนเสื้อแดง หรือสนับสนุนการฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐
ล้วนแต่เป็นคนส่วนน้อย ที่โกหกบิดเบือนความจริงเกี่ยวกับสังคมไทย
เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนชั้นสูง
ซึ่งตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับผลประโยชน์ของประชาชนคนจน

นอกจากนี้ การเลือกตั้งพิสูจน์ว่า ประชาชนปฏิเสธพวกนายพลเผด็จการ อย่าง ประยุทธ์
อนุพงษ์ หรือสนธิ ที่แทรกแซงการเมือง ทำลายประชาธิปไตย และเข่นฆ่าคนเสื้อแดง

ดังนั้นมันถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องมาทบทวนบทบาทของกองทัพ
และปลดนายพลที่แทรกแซงการเมืองออกจากตำแหน่ง

รัฐบาลของอภิสิทธิ์ ที่พึ่งแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เคยชนะการเลือกตั้งเลย
แต่แย่กว่านั้น ผลงานของรัฐบาลนี้ มีแต่สิ่งเลวร้ายคือ
ปกปิดข้อมูลและเซ็นเซอร์สื่ออย่างรุนแรง เพิ่มจำนวนนักโทษการเมืองในคดี 112
อย่างสุดขั้ว เข่นฆ่าประชาชนผู้รักประชาธิปไตย เกือบ 90 ศพ ด้วยทหารสไนเปอร์
และสร้างความตึงเครียดที่ชายแดนเขมรจนเกิดการยิงกันอย่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง

 

สรุปแล้วรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ลากสังคมไทยให้ถอยหลังลงคลองอย่างเดียว
และโกหกเพื่อหลอกลวงประชาชนไทยและชาวโลกอีกด้วย ….
แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกหลอกแต่อย่างใด


การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นก้าวแรกที่สำคัญในการกู้ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพกลับมา…

อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งอย่างเดียวแก้วิกฤตไทยไม่ได้ และที่สำคัญคือ
การแก้วิกฤตจะไม่สำเร็จถ้ามีการ “ปรองดอง” หรือ “ประนีประนอม” กับฝ่ายเผด็จการ

เพราะภาระสำคัญของชาวประชาธิปไตย คือการสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ
ผ่านการรื้อถอนพิษภัยของเผด็จการทั้งหมด

ในเรื่องนี้ผมไม่ได้เสนอให้ “แก้แค้น” ใคร
แต่เราต้องไม่ปล่อยให้คนที่กระทำความผิดลอยนวล
และปล่อยให้มีการละเมิดเสรีภาพเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

ดังนั้นภาระเร่งด่วนของชาวประชาธิปไตยคือ

1. ต้องปล่อยนักโทษการเมืองทุกคนทันที และการยกเลิกคดีการเมือง
อันนี้รวมถึงการปล่อยนักโทษเสื้อแดงในทุกจังหวัด และนักโทษคดี 112 อีกด้วย

2. ต้องปลด ผบทบ. ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่ง
ในฐานะที่แทรกแซงการเมืองในช่วงหาเสียง
และในฐานะที่ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านนโยบายของพรรคเพื่อไทย เพราะ ผบทบ.
ต้องไม่มีอำนาจพิเศษ ต้องรับใช้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว
ตามกติกาประชาธิปไตยสากล

3. ต้องนำ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ นายประยุทธ์ และนายอนุพงษ์
ขึ้นศาลในคดีฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์

4. ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญปี ๕๐ ของทหาร และนำรัฐธรรมนูญปี ๔๐ กลับมาใช้ชั่วคราว
ก่อนที่จะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้

5. ต้องยกเลิกการเซ็นเซอร์สื่อมวลชน อินเตอร์เน็ด และวิทยุชุมชนทันที
เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน

6. ต้องยกเลิกกฏหมาย 112 และ พรบ. คอมพิวเตอร์
เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

และในระยะยาว สังคมไทยจะต้องเริ่มกระบวนการปฏิรูปกองทัพอย่างถอนรากถอนโคน
เพื่อลดงบประมาณทหาร นำกองทัพออกจากสื่อ และลดบาทกองทัพในการแทรกแซงการเมือง

นอกจากนี้ต้องทบทวนและปฏิรูประบบยุติธรรมที่มีปัญหาสองมาตรฐานมาตลอด
และต้องมีการพัฒนาสังคมไทยสู่รัฐสวัสดิการ ในรูปแบบ
“ถ้วนหน้า-ครบวงจร-ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวย”
เพื่อเพิ่มความเท่าเทียมและความเป็นธรรมทางสังคม

 

สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องชี้วัดความจริงใจและอุดมการณ์ประชาธิปไตยของรัฐบาลใหม่
เพราะแค่การหมุนนาฬิากากลับไปก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา และการ “ลืม”
อาชญากรรมของฝ่ายอำมาตย์ จะต้องถือว่าเป็นความล้มเหลว

ภาระทั้งหมดอันสำคัญเหล่านี้ เราคงเดาได้ว่า
พรรคเพื่อไทยคงจะไม่มีเจตตนาในการผลักดัน หรือกระทำแต่อย่างใด
ดังนั้นขบวนการเสื้อแดงจะต้องรวมตัวกัน และเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดดัน
หรือ “ช่วย” ให้รัฐบาลกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง

เสื้อแดงสำคัญอย่างยิ่งในช่วงนี้
เพราะเราจะต้องไม่ปล่อยให้คนเสื้อแดงที่เสียสละและออกมาสู้เพื่อประชาธิปไตยโดนทอดทิ้งหรือหักหลัง

อภิสิทธิ์แถลงยอมรับความพ่ายแพ้ บอกเป็นนัยจะแสดงความรับผิดชอบ


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงยอมรับความพ่ายแพ้
และยินดีดับว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ก็ไม่ขาด
จึงถือว่าประชาชนไม่ได้ให้ฉันทานุมัติเต็มที่

แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะมี ส.ส.มากที่สุดในสภา จะถึงกึ่งหนึ่งหรือไม่
ก็ต้องดูผลอย่างเป็นทางการ แต่คะแนนเสียงที่ได้รับในระบบบัญชีรายชื่อ
ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง
ผมถือว่าพี่น้องประชาชนไม่ได้ให้ฉันทานุมัติในการที่จะไปล้างความผิด
นิรโทษกรรมให้กับใคร
และพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังจะยืนยันในการคัดค้านเรื่องนี้ในฐานะฝ่ายค้านต่อไป

ส่วนอนาคตของผมเอง ผมขอรอดูผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน
แต่ผมมีคำตอบในใจอยู่แล้ว

นายอภิสิทธิ์เคยกล่าวว่า หากได้คะแนนน้อยกว่า 170 ที่นั่ง
จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากหัวหน้าพรรค
ขณะที่ผลการเลือกตั้งนับคะแนนเกือบ100%ในเวลานี้พรรคประชาธิปัตย์มี 160 ที่นั่ง

นายอภิสิทธิ์เคยประกาศกลางเวทีราชประสงค์ว่า
หากแพ้การเลือกตั้งจะส่งไม้ต่อให้คนอื่นในพรรคมาทำงานแทน ซึ่งนายกรณ์ จาติกวนิช
กล่าวว่า "นายอภิสิทธิ์ พูดว่า ถ้าแพ้จะมีคนขึ้นมาทำต่อ
อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ว่าพรรคเราไม่มีวันตายในการต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตย
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อถึงวันที่ไม่มีนายอภิสิทธิ์ ก็ยังมีคนอื่นมาสานต่อ
ฆ่าไม่ตาย เขาเรียกว่าแมลงสาบ” นายกรณ์กล่าว

ล่าสุดช่วงเช้าวันนี้นายอภิสิทธิ์ได้ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธฑิปัตย์แล้ว

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธฺปัตย์อย่างเป็นทางการ
หลังจากนายอภิสิทธิ์ ได้ประกาศลาอกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเมื่อเช้านี้
เพื่อรับผิดชอบต่อผลการเลือกตั้งที่ได้จำนวน ส.ส.ลดลงจากเดิม
และจะไม่ขอรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคอีก

ทั้งนี้ นายสุเทพ กล่าวว่า
ทำใจไว้แล้วว่าเมื่อพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลก็อาจจะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด​กับตัวเอง
แต่ก็ยืนยันว่าจะต่อสู้คดีสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง
โดยจะไม่หนีอออกนอกประเทศเหมือนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแน่นอน

พร้อมกันนั้น ยังยืนยันว่าจะคัดค้านการนิรโทษกรรมและคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทให้กับ
พ.ต.ท.ทักษิณ จนถึงที่สุด

ยิ่งลักษณ์แถลงขอบคุณชัยชนะที่ประขาชนมอบให้


เมื่อเวลา 19.40 วันที่ 3 กรกฎาคม หลังจากนายอภิสิทธิ์แถลงยอมรับความพ่ายแพ้ไปแล้ว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อไทย
ได้แถลงข่าวดังต่อไปนี้

เรียนพี่น้องประชาชนทุกท่าน ดิฉัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณ
ประชาชนตลอด 40 วันที่ให้การต้อนรับ และการสนับสนุนอย่างอบอุ่น และถือโอกาสนี้
ขอบคุณประชาชนสำหรับทุกคะแนนเสียงที่มอบให้พรรคเพื่อไทย

"ขอบคุณสื่อทั้งสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ ที่ได้ติดตามดิฉันตลอด 40 วันที่ผ่านมา
รวมถึงดิฉันเองขอบคุณ คุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ)
และพรรคการเมืองทุกพรรคที่ทำให้บรรยากาศพรรคการเมืองเป็นไปอย่างสร้างสรรค์
ทำให้การเลือกตั้งนี้ ผ่านไปด้วยดี และสงบเรียบร้อย ทั้ง ดิฉันและพรรคเพื่อไทย
คงต้องรอผลอย่างเป็นทางการก่อน ดิฉัน และ พท.จะทำทุกนโยบายที่ได้ให้ไว้กับ
ปชช.อย่างเต็มที่ เราจะทำหน้าที่นี้อย่างดีที่สุด และจะไม่ทำให้ ปชช.ผิดหวัง
และไม่อยากเรียนว่า พท.ชนะ แต่จะบอกว่า ปชช.ได้ให้โอกาส พท. ซึ่งยังมีอีกเยอะ
ที่จะต้องทำ ทั้งเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศเข้มแข็ง ล้วนเป็นงานที่เป็นภาระหนัก
ที่จะต้องทำ เพราะเพิ่งริ่มต้นเท่านั้น" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ทาง กก.บห.เพื่อไทย
ได้พูดคุยได้พูดกับพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เรียบร้อย
และเชื่อว่าจะมีพรรคอื่นที่จะมาพูดคุยจัดตั้งรัฐบาลเพิ่มอีก ท้ายนี้ขอบคุณประชาชน
สื่อ และทุกพรรคการเมือง และทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสมบูรณ์เรียบร้อย
และจะทำหน้าทีนี้อย่างดีที่สุด และทำด้วยหัวใจอย่างดีที่สุด
โอกาสนี้ขอให้พรรคเพื่อไทยได้ทำงาน

เสื้อแดงฉลองชัยชนะฝ่ายประชาธิปไตยทั่วไทยทั่วโลก

 

จุดพลุฉลอง-คนเสื้อแดงได้จัดฉลองชัยทั่วทั้งโลก
โดยในต่างประเทศมีนัดหมายรวมพลลุ้นผลเลือกตั้งนับจากเวลาเที่ยงวันที่หลายรัฐในอเมริกา
ที่ยุโรปรวมตัวกันที่เยอรมนี ส่วนในไทยที่ทำการพรรคเพื่อไทย
และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ภาพชาวไทยในชิคาโก้
มลรัฐอิลลินอยส์ได้ออกมมาร่วมกันเฉลิมฉลองชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
โดยแจ้งว่า
เราชาวเสื้อแดงและผู้ร้กประชาธิปไตยยังคิดถึงพี่น้องของเราอีกจำนวนมากที่ยังรอความยุติธรรมอยู่ในเรือนจำ
และอีกจำนวนมากที่ได้รับความบาดเจ็บล้มตาย

 

"แม้ว่าวันนี้พวกเราจะเฉลิมฉลอง แต่งานของผู้รักประชาธิปไตยยังต้องดำรงต่อไป
เราจะต้องทำการรณรงค์ให้ปลดปล่อยนักโทษการเมื่องทั้งหมด คนเสื้อแดงจงสามัคคีกัน"

นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล ผู้ประสานงานเสื้อแดงราชบุรีกล่าวว่า
คนเสื้อแดงราชบุรีนัดฉลองชัยชนะของประชาชนไพร่วันจันทร์ 4 ก.ค.
ที่ลานหน้าพิพิธภัณฑ์ อ.เมือง ราชบุรี ตั้งแต่ห้าโมงเย็นเป็นต้นไป
และอยากกระตุ้นเชิญชวนให้แดงทุกๆกลุ่มทั่วประเทศ และทุกมุมโลก รวมตัวกันออกมา
เพื่อแสดงพลังและร่วมกันฉลองชัยชนะในเบื้องต้นตามแต่ละจุดท้องที่ต่างๆ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กรกฎาคม 2554

เก็บตกภาพและรายงานข่าวส่วนหนึ่งที่ประชาชนบนอัพโหลดขึ้นเน็ตที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ในการตุกติก
และภาพส่วนหนึ่งของบัตรเสีย

"หัตถา"
รายงานจากไทยฟรีนิวส์
"เทคนิคขานผิด" จุดลงคะแนนเขต 5หน่วยเลือกตั้งที่ 11
จังหวัดปทุมธานี

ภาพตัวอย่างบัตรเสียจากการกาที่โลโก้พรรคเพื่อไทย

ภาพโดยคุณ Sarayut






บ.ปากช่อง ต.กกตูม. ดงหลวง มุกดาหาร



 

ผลEXIT POLL -หลังปิดหีบเลือกตั้งในเวลา 15.00น.ของสวนดุสิตโพลล์ ระบุว่า
พรรคเพื่อไทยได้ 313 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ 152 ที่นั่ง ภูมิใจไทย 13 ที่นั่ง ชาติไทยพัฒนา
10 ที่นั่ง ชูวิทย์ 3 ที่นั่ง

สำหรับจำนวนส.ส.ในเขตกรุงเทพฯ 33 ที่นั่ง เพื่อไทยได้ 28 ที่นั่ง ประช่าธิปัตย์ 5
ที่นั่ง

ขณะที่ABAC POLL ให้เพื่อไทยได้ 299 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ 132 ที่นั่ง ภูมิใจไทย
28 ที่นั่ง ชาติพัฒนา 14 ที่นั่ง ชาติไทยพัฒนา 12 ที่นั่ง พลังชล 6 ที่นั่ง ชูวิทย์
4 ที่นั่ง

ม.ศรีปทุม เปิดเผยผลEXIT POLLต่างออกไป คือเพื่อไทย 279 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์
146 ที่นั่ง

หากแม้แต่ออกมาตามโพลล์ของม.ศรีปทุมก็ชนะเกินกึ่งหนึ่งคือ 250 ที่นั่ง

ส่วนNIDA POLL ให้เพื่อไทยได้ระหว่าง 235-275 ที่นั่ง

อย่างไรก็ตามผลเลือกตั้งที่มีการนับคะแนนจริงออกมาปรรากฎว่าEXIT POLLคลาดเคลื่อนมากพอสมควร
โดยคะแนนอย่างไม่เป็นทางการนั้นเพื่อไทยได้ 264 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ได้ 160 ที่นั่ง
ที่คลาดเคลื่อนที่สุดคือผลเลือกตั้งในกรุงเทพฯที่แทบทุกสำนักให้EXIT POLLแก่เพื่อไทยชนะขาด27-28ที่นั่ง
ประชาธิปัตย์ได้เพียง5-6 ที่นั่ง แต่ผลออกมาจริงประชาธิปัตย์ชนนะ23ที่นั่ง เพื่อไทยได้เพียง
10 ที่นั่ง

บรรดานักทำโพลล์อธิบายว่าอาจเป็นเพราะในการสุ่มสำรวจนั้น ผู้ออกสิทธิ์เลือกตั้งไม่ได้พูดความจริงกับคนทำโพลล์
ขณะที่คนเสื้อแดงวิจารณ์ว่า อาจมีการโกงเลือกตั้งในเขตกรุงเทพฯหรือไม่ เพราะพลิกผันไปจากEXIT
POLLทุกสำนัก ทำไมพวกทำโพลล์จะผิดพลาดได้พร้อมกันขนาดนี้

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวต่อสื่อมวลชนที่กรูกันรุมล้อมว่าอยากรอดูผลการเลือกตั้งที่ชัดเจนก่อน
ส่วนโฆษกพรรคประชาธปิตย์แถลงขอบคุณหลังทราบผลEIT POLL แต่อยากรอผลที่เป็นทางการก่อน
ส่วนพรรคภูมิใจไทยแจ้งของดแถลงข่าว จากเดิมนัดแถลงข่าวหลังปิดหีบ (ภาพ:แฟ้มภาพ)

 

จุดพลุฉลอง-คนเสื้อแดงนัดหมายฉลองชัยทั่วทั้งโลก โดยในต่างประเทศมีนัดหมายรวมพลลุ้นผลเลือกตั้งนับจากเวลาเที่ยงวันที่หลายรัฐในอเมริกา
ที่ยุโรปรวมตัวกันที่เยอรมนี ส่วนในไทยมีนัดหมายกันที่ทำการพรรคเพื่อไทย และฉลองที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในช่วงค่ำ
(ภาพ:แฟ้มภาพไทยอีนิวส์)

 

บรรยากาศเฉลิมฉลองชัยชนะของคนเสื้อแดงเชียงใหม่ที่อนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์

CHICAGO ,USA

ภาพชาวไทยในชิคาโก้ มลรัฐอิลลินอยส์ได้ออกมมาร่วมกันเฉลิมฉลองชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
โดยแจ้งว่า เราชาวเสื้อแดงและผู้ร้กประชาธิปไตยยังคิดถึงพี่น้องของเราอีกจำนวนมากที่ยังรอความยุติธรรมอยู่ในเรือนจำ
และอีกจำนวนมากที่ได้รับความบาดเจ็บล้มตาย

 

"แม้ว่าวันนี้พวกเราจะเฉลิมฉลอง แต่งานของผู้รักประชาธิปไตยยังต้องดำรงต่อไป เราจะต้องทำการรณรงค์ให้ปลดปล่อยนักโทษการเมื่องทั้งหมด
คนเสื้อแดงจงสามัคคีกัน"

LA+SANDIEGO,USA.

 

พลพรรคเสื้อแดงปิดร้านฉลองชัยที่แอลเอ และฉลองยาวต่อในวันชาติสหรัฐฯ 4 กรกฎา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กรกฎาคม 2554

We Shall Overcome

We shall overcome, we shall overcome
We shall overcome someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We'll walk hand in hand, we'll walk hand in hand
We'll walk hand in hand someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We shall live in peace, we shall live in peace
We shall live in peace someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We shall brothers be, we shall brothers be
We shall brothers be someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

The truth shall make us free, truth shall make us free
The truth shall make us free someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We are not afraid, we are not afraid
We are not afraid today
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

*********
เราจะฝ่าข้ามไป

 

พากษ์ไทยโดย กวีศรีประชา

เราจะฝ่าข้ามไปไม่ท้อแท้
เราฝ่าข้ามพ้นแน่ สักวันหนึ่ง
เชื่อมั่นโดยรู้สึกอันลึกซึ้ง
เราจักข้ามไปถึงโดยทั่วกัน

เดินกุมมือกันมั่นไม่หวั่นไหว
เรากุมมือกันไปไม่ไหวหวั่น
ลึกลงในหัวใจไม่กี่วัน
เราจะฝ่าข้ามมันอย่างแน่นอน

เราจะพบคืนวันสันติภาพ
ภาพสันติฉายฉาบรังสีสะท้อน
หัวใจเชื่อมั่นว่าภราดร
สันติภาพสถาพรจะเป็นจริง

เราไม่กลัวอะไรและไม่หนี
ไม่กลัวแล้ววันนี้ในทุกสิ่ง
ทั้งเชื่อมั่นสุดใจไม่ทอดทิ้ง
เดินและวิ่งรุดหน้าฝ่าข้ามไป

หมดทั้งโลกกว้างใหญ่อันไพศาล
โจนทะยานสง่างามข้ามไปได้
ต้องมีสักวันหนึ่งถึงเส้นชัย
เราจะฝ่าข้ามไปได้แน่นอน

นี่เป็นฉากจำลองตัวแบบอีกแบบหนึ่งที่War room สี่เสาและ กกต.สุมหัวไว้
หากข้อตกลงลึกลับระดับสูงไม่บรรลุผล แต่หากพรรคเพื่อไทยชนะแบบฟ้าถล่ม Land slide
แผนการทั้งหมดต้องถูกยกเลิกในทันที

โดย หรี่ฟุน
30 มิถุนายน 2554

 

ข่าวทางลึกจาก War room สี่เสาและ กกต. มีดังนี้ครับ

– กรณีหากยุบพรรคเพื่อไทย บ้านเมืองจะบรรลัยจากการต่อต้านของมวลชนคนเสื้อแดง

– กรณีหากยุบพรรคประชาธิปัตย์ ความร้อนแรงของเหตุการณ์ทางการเมืองจะน้อยลง
แต่……จะเกิดทางเลือกใหม่ นั่นคือ รัฐบาลแห่งชาติ

รัฐบาลแห่งชาติ ดังกล่าว เกิดจากความคิดของคนสองกลุ่มใน War Room สี่เสา
คนกลุ่มแรกก็คือบรรดานายทุนนักธุรกิจ อีกกลุ่มหนึ่ง คือทหาร
ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงนายทหารอาชีพที่เคารพรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย
แต่หมายถึงทหารที่แทรกแซงการเมืองจนเป็นอาชีพ

ประเด็นสำคัญ แนวทางการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ของกลุ่มบุคคลชั้นสูง บุคคลในกองทัพ
และจากฝ่ายการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ มีเหตุผลเพียงเพื่อ เตรียมการแก้โจทย์ใหญ่
เตรียมการรับมือภยันตราย จากบุคคลที่มองว่าเป็นมหันตภัย นั่นคือ “ทักษิณ”

แต่สิ่งที่สำคัญหรือหัวใจในการวางแผนครั้งนี้ มีข้อสรุปว่า
หากพรรคเพื่อไทยประสบชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น
นั่นย่อมหมายถึงแผนการทั้งหมดต้องถูกยกเลิกในทันที

ก่อนที่จะพูดถึงรายละเอียดแผนล้มการเลือกตั้ง หลังวันที่ 3 กรกฏา ผมขอท้าวความไปยังเหตุการณ์ในอดีต
ที่กำลังจะนำมาใช้ในการเลือกตั้ง 54 ในครั้งนี้

ขอเริ่มจาก คดียุบพรรคการเมืองเนื่องจากการเลือกตั้ง 2 เมษายน พ.ศ. 2549
ที่ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่พรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย
ในคดีกลุ่มที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าในคดีกลุ่มที่ 2
ถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยในข้อกล่าวหา เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย
และกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการไต่สวนพยานครบถ้วนเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2550
ต่อมาตุลาการรัฐธรรมนูญแต่ละคน ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตนออกมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม
2550
และคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยกลางในช่วงบ่ายจนถึงเกือบเที่ยงคืนของวันที่
30 พฤษภาคม 2550 เริ่มจากคดีกลุ่มที่ 2
ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า

โดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุตลอดการอ่านคำวินิจฉัย
คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ
สรุปว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิดในทุกข้อกล่าวหา ส่วนอีก 4 พรรคมีความผิดจริง
จึงมีคำสั่งให้ยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย
และพรรคไทยรักไทย
รวมทั้งให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้ง 4
พรรค มีกำหนด 5 ปี

เรื่องราวดังกล่าวเกือบจะเลือนหายไปจากความทรงจำของประชาชนอยู่แล้ว
แต่มาเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
ที่ส่งผลให้ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าตื่นตัวทางการเมือง หวงแหนประชาธิปไตย
อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ

เมื่อ 10 ก.พ.2553 นายสุขสันต์ ชัยเทศ พยานสำคัญในคดียุบพรรคไทยรักไทยเมื่อปี
2550 ร่วมกับนายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ จัดแถลงข่าวกับสื่อมวลชน
เพื่อเปิดเผยเส้นทางการเงินที่นายสุขสันต์ อ้างว่าเป็นเงินค่าจ้างที่นายสุเทพ
เทือกสุบรรณ
รองนายกรัฐมนตรี จ่าย เพื่อให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย
เป็นเหตุให้พรรคไทยรักไทยถูกศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรค

โดยนายสุขสันต์ ได้เปิดเผยรายละเอียดการรับเงินจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ว่าเริ่มได้รับเงินค่าจ้างครั้งแรกเมื่อวั นที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549
เป็นเงินสามแสนบาท หลังจากนั้น นายสุเทพก็จะจ่ายเพิ่มมาให้เรื่อย ๆ
โดยผ่านทางนางพรเพ็ญ เลขาส่วนตัวของนายสุเทพ ซึ่งเงินที่ได้รับทั้งหมดเป็นจำนวนเงิน
5,869,362 บาท ซึ่งตนมีหลักฐานการรับและโอนเงินไปยังบัญชีต่าง ๆ อย่างครบถ้วน

ส่วน สาเหตุที่ต้องออกมาแถลงข่าวในครั้งนี้
เนื่องจากก่อนหน้าที่จะเป็นพยานในคดียุบพรรคไทยรักไทยนั้น นายสุเทพ
ได้สัญญากับตนไว้ว่าจะจ่ายเงินค่าจ้างให้เป็นเงิน 15 ล้านบาท
พร้อมช่วยเหลือด้านคดีในคดีที่ตนปลอมแปลงบัญชีรายชื่อสมาชิกพรรค พัฒนาชาติไทย
อีกทั้งยังสัญญาว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล จะมอบตำแหน่งเลขารัฐมนตรีให้
แต่นายสุเทพไม่ทำตามสัญญา
ตนจึงเกิดความเจ็บแค้นจึงตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องทั้งหมด

อีกประการหนึ่งตนได้สำนึกผิดที่ได้ให้การใส่ร้ายพรรคไทยรักไทยจนถูกยุบพรรคจึงยอมเปิดเผยเรื่องนี้ให้สังคมได้รับรู้
ว่าใครมีพฤติกรรมเป็นอย่างไร
โดยการแถลงข่าวในครั้งนี้ตนขอยืนยันว่าไม่มีผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์หรือ
พรรคเพื่อไทยมีส่วนร่วมในการแถลงข่าวครั้ง นี้แต่อย่างใด โดยขณะแถลง
ข่าวครั้งนี้นายสุขสันต์ ได้สวมใส่เสื้อเกราะกันกระสุน
พร้อมยืนยันว่าถึงแม้จะถูกดำเนินคดีฐานให้ การณ์อันเป็นเท็จต่อศาลและตุลาการ
รัฐธรรมนูญ ต้องติดคุก ตนก็พร้อม ซึ่งหลังจากที่ตนออกมาแฉเรื่องนี้
ก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ ติดตามตนตลอดเวลาอีกด้วย

ติดตามรายละเอียดตามคลิปดังกล่าว

http://77.nationchannel.com/playvideo.php?id=76601

ท่านเชื่อหรือไม่ว่า..?? เจ้าเทพเทือกจะไม่ใช้วิชามารแบบนี้อีก…??
(เรื่องนี้ผมอดเป็นห่วงแดงเทียม หรือลูกพรรคเพื่อไทยบางคนจะเผลอไผลไปขายตัวเข้า
เงินเป็นสิบล้าน มันไม่เข้าใครออกใคร )

หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2553 กกต.
ได้ยกคำร้องกรณีพยานกลับคำให้การคดียุบพรรคไทยรักไทย

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการการมีส่วนร่วม
เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 113/2553 เมื่อวันที่ 19
ตุลาคม 2553 ได้พิจารณากรณีที่ นายวุฒิ สุนทรเดช,พลตำรวจตรี มณเฑียร ประทีปวนิช
และนายบุญมี วงศ์สีดา ได้ยื่นหนังสือร้องเรียน
ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ
ข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งอ้างว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญ
ที่นำไปสู่การยุบพรรคไทยรักไทยไปแล้ว

กล่าวคือได้เปิดเผยว่า นายสุขสันต์ ชัยเทศ อดีตผู้อำนวยการพรรคชาติไทย และ นายชวการ
โตสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติไทย
ได้ออกมาเปิดเผยว่าข้อเท็จจริงที่ได้เบิกความต่อศาลและที่ได้ให้การต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น
เป็นความเท็จทั้งหมด โดยนายสุขสันต์ฯ และนายชวการฯ ได้รับการจ้างวานจาก นายสุเทพ
เทือกสุบรรณ ซึ่งเป็นผู้วางแผน ซึ่งในตอนแรกให้การว่ารับสินบนจาก พลเอกธรรมรักษ์
อิศรางกูร ณ อยุธยา อันเป็นมูลเหตุให้มีการยุบพรรคไทยรักไทยในที่สุด
โดยบุคคลทั้งสามดังกล่าวได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่างวาระกัน

ทั้งนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่าการยื่นเรื่องร้องเรียนของบุคคลทั้ง
3
เป็นประเด็นเดียวกันจึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องคัดค้านและปัญหาข้อโต้แย้งคณะที่
8 เป็นคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ซึ่งได้มีกระบวนการ
ไต่สวนโดยเชิญพยานผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำหลายครั้ง
โดยคณะกรรมการไต่สวนได้มีความเห็นสรุปดังนี้

1. แม้คำให้การของนายสุขสันต์ โตสวัสดิ์ หรือ นายสุขสันต์ ชัยเทศน์
ที่ให้การต่อคณะกรรมการไต่สวนจะแตกต่างไปจากคำให้การต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
และ
ศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคไทยรักไทยก็เป็นเพียงกรณีที่พยานกลับคำให้การนอกศาลในภายหลังมิใช่พยานหลักฐานใหม่แต่อย่างใด

2. ยังไม่มีคำพิพากษาในคดีอาญาที่พิพากษาถึงที่สุดว่า นายชวการ โตสวัสดิ์
และนายสุขสันต์ ชัยเทศ
ให้การเท็จต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
หรือเบิกความเท็จต่อศาลรัฐธรรมนูญจนเป็นเหตุให้ตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคไทยรักไทย

3. คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมเป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล
และองค์กรอื่นของรัฐ ตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ.2540 และมาตรา 216 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่าให้ผู้ใดหรือองค์การใดสามารถอุทธรณ์
ฎีกา เปลี่ยนแปลง หรือรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้

คณะกรรมการไต่สวนจึงมีความเห็นว่าควรยกคำร้องของทั้ง 3 กรณี ที่ประชุม กกต.
พิจารณาแล้ว
มีความเห็นด้วยคะแนนเสียงข้างมากว่าพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกร้องและพรรคประชาธิปัตย์กระทำการฝ่าฝืนตามข้อกล่าวหาอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา 66 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541
ประกอบมาตรา 94 (3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550
จึงมีมติให้ยกคำร้องตามความเห็นของคณะกรรมการไต่สวน

แล้วท่านเชื่อหรือไม่ว่า..?? กกต.จะไม่ใช้วิธีพิจารณาคดีในลักษณะแบบนี้อีก
หากพรรคเพื่อไทยเจอใบแดง หลังการเลือกตั้ง

เหตุการณ์ต่างๆดังกล่าวข้างต้น มันกำลังจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสาร การบ้านการเมือง คงจะนึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นับแต่วันที่ นายอภิสิทธิ์ฯประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554

ความผิดปกติประการแรก นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(กกต.) ได้เข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ
ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.54 การเข้าพบครั้งนี้จะมีจริงหรือไม่
เข้าพบด้วยเรื่องอะไร? มีการสั่งการอะไร? ไม่มีใครทราบได้
นอกจากตัวนายอภิชาตฯเท่านั้นที่ทราบ แต่ที่แน่ๆ เข้าพบจริง

แล้วท่านเชื่อหรือไม่ว่า..?? นายอภิชาตฯไม่ได้เข้าพบ พล.อ.เปรม

ความผิดปกติประการที่สอง นับเป็นปรากฎการณ์แปลกประหลาดมหัศจรรย์
ที่พรรคการเมืองระดับเซียนของการวางแผนชั่ว
จะมาเสียท่ากับไอ้เรื่องกระจอกๆในการแจกซีดีและเอกสารโจมตีพรรคเพื่อไทย
จนกระทั่งถูกจับกุมพร้อมหลักฐานถึง 3 เหตุการณ์
ทั้งที่รู้ว่าการกระทำดังกล่าวมันผิดกฎหมายเลือกตั้งถ